ปรึกษาฟรี 084-6764477 ปรึกษากฎหมายฟรี คุยกับทนายความฟรี สายตรงทนายความ ปรึกษาทนายฟรี ปรึกษาคดีความ ปรึกษาคดีฟรี ทนายอาสา ว่าความ สายด่วนทนายความ ทนายความใจดี ทนายชาวบ้าน ทนายคนจน ทนายศาล ทนายคลายทุกข์ ทนายขอแรง ทนายความสมุทรปราการ ทนายมืออาชีพ ทนายศาล ทนายจิตอาสา บริการทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี ปรึกษาภาษี วางระบบบัญชี
ธันวาคม 14, 2017, 01:49:18 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ปรึกษาทนายฟรี 084-676-4477 ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ทนายอาสา ทนายขอแรง ทนายคลายทุกข์ ทนายชาวบ้าน ทนายใจดี ทนายคนจน ปรึกษาคดีความฟรี คุยกับทนายความใจดี ทนายศาล ทนายมืออาชีพ หาทนายฟรี ทนายตั้งใจทำงาน สายด่วนทนาย สายตรงทนาย ทนายคุณธรรม ทนายเก่งๆ ทนายจิตอาสา ปรึกษาคดีความ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 |   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ข้อแตกต่างของจำเลยระหว่างขาดนัดยื่นคำให้การกับขาดนัดพิจารณา  (อ่าน 25643 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ทนายอาสา
ทนายความ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,748


ทนายอาสา ปรึกษาคดีฟรี


เว็บไซต์
« เมื่อ: ธันวาคม 21, 2009, 03:35:53 pm »

ข้อความทั้งหมดนี้เป็นลิขสิทธิ์ของเวปบอร์ดแห่งนี้แต่เพียงผู้เดียว
ผู้ใดนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต จะถูกดำเนินคดีตาม พรบ ลิขสิทธิ์ และ พรบ.เกี่ยวกับคอมฯ..ต่อไป


ข้อแตกต่างของจำเลยระหว่างขาดนัดยื่นคำให้การกับขาดนัดพิจารณา

ปกติโจทก์ยื่นฟ้องคดีแพ่งต่อศาลตาม ปวิพ ม.๕๕ โดยทำคำฟ้องเป็นหนังสือ ตาม ม.๑๗๒  และ จำเลยมีหน้าที่ยื่นคำให้การตามกฎหมาย ตาม ม.๑๗๗  ถ้าจำเลยไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด หรือ ขอขยายระยะเวลายื่นคำให้การตาม ม.๒๓ หรือ ยื่นขอขยายแล้ว ศาลไม่อนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การ จำเลยจะตกเป็นผู้ขาดนัดยื่นคำให้การตาม ม.๑๙๗ ทันที
กรณีนี้โจทก์ต้องมีคำขอให้โจทก์ชนะคดีโดยจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การภายใน ๑๕ วันนับจากวันครบกำหนดยื่นคำให้การได้หมดไป ตาม ม.๑๙๘ ถ้าโจทก์มีคำขอแล้ว ศาลก็จะดำเนินการต่อไป แต่ถ้าโจทก์ไม่มีคำขอให้ชนะคดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลก็จะจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ ทางแก้ของโจทก์คือ อุทธรณ์คำสั่งจำหน่ายคดีของศาล ตาม ม.๒๒๘ หรือจะไปฟ้องเป็นคดีใหม่ก็ได้....
คราวนี้จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และ โจทก์มีคำขอให้ชนะคดีโดยขาดนัดยื่นคำให้การแล้ว เมื่อถึงวันสืบพยาน โจทก์มาศาลแต่จำเลยไม่มาศาล กรณีนี้ไม่ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ตาม ม.๑๙๘ ทวิ วรรคสี่ ดังนั้นจึงถือว่ามีจำเลยอยู่ในกระบวนการพิจารณาคดีนี้อยู่ไม่ได้หายไปไหน โจทก์จึงมีหน้าที่สืบพยานให้เป้นไปตามคำฟ้อง และศาลจะพิจารณาคดีของโจทก์ไปฝ่ายเดียว และ อาจมีคำพิพากษาให้โจทก์ชนะคดีได้ตาม ม.๑๙๘ ทวิ วรรคแรก โดยเห็นว่าคดีโจทก์มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย
เรื่องมันก็อาจจะง่ายและจบไปตามนี้.................แต่ว่า มันไม่ง่ายล่ะซิครับ เพราะจำเลยดันมาศาลในวันที่โจทก์สืบพยานไปบ้างแล้ว และ ยังสืบไม่หมด(พยานมีเยอะ)
พอจำเลยมาศาล จำเลยต้องแจ้งต่อศาลในโอกาสแรกว่าจะขอต่อสู้คดี และ จะขอยื่นคำให้การใหม่ การแจ้งต่อศาลเนี้ย จำเลยต้องแจ้ง ไม่แจ้งไม่ได้ เพราะไม่ใช่หน้าที่ศาลต้องมาถามจำเลย จำเลยจะซื่อบื่อไม่พูดไม่จาก็จะซวยไปในที่สุด
คราวนี้เมื่อจำเลยแจ้งว่าจะขอต่อสู้คดีและขอยื่นคำให้การต่อศาล ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยไม่ได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ หรือ มีเหตุอันควร ศาลก็จะอนุญาตให้จำเลยยื่นคำให้การต่อสู้คดีได้ ดังนั้นกระบวนการพิจารณาจึงเริ่มใหม่หมด อะไรที่สืบพยานไปแล้ว ก็สืบใหม่ เรียกง่ายๆว่านับหนึ่งใหม่ จำเลยจึงมีโอกาสสู้คดีได้ใหม่ตาม ม.๑๙๙ วรรคแรก
   คราวนี้หากว่าจำเลยขอยื่นคำให้การต่อสู้คดีใหม่ แต่ศาลเห็นว่าจำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การ หรือ ไม่มีเหตุอันควร ศาลก็จะยกคำร้องขอของจำเลย และก็ดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป กรณีนี้จำเลยหมดสิทธิยื่นคำให้การใหม่ แต่ถ้าหากว่า โจทก์สืบพยานยังไม่หมด เช่น พยานโจทก์มี ๕ ปาก โจทก์สืบไปแล้ว ๒ ปาก จำเลยก็ถามค้านพยานโจทก์ได้เพียง ๓ ปากที่เหลือเท่านั้น โดยไม่มีสิทธิไปถามค้านพยาน ๒ ปากที่สืบไปก่อนนั้นแล้วแต่อย่างใด และจำเลยจะเอาพยานของตนเข้าสืบก็ไม่ได้ เพราะจำเลยไม่ได้ยื่นคำให้การต่อสู้คดีไว้จึงไม่มีประเด็นของจำเลยที่จะสืบแก้ ตาม ม. ๑๙๙ วรรคสอง
   คราวนี้มาดูกันต่อว่า จำเลยมันงี่เง่าขนาดไหน จำเลยมาร้องขอต่อศาลว่าจะขอยื่นคำให้การต่อสู้คดี ศาลก็อนุญาตเพราะเห็นว่าจำเลยไม่จงใจขาดนัดตาม ม.๑๙๙ วรรคแรกแล้ว ศาลจึงกำหนดวันให้จำเลยทำคำให้การมายื่นต่อศาล พอครบกำหนดจำเลยก็ดันขาดนัดยื่นคำให้การอีก.. คราวนี้ก็มาขอต่อศาลอีก
   ศาลเห็นว่าให้แล้วก็เอาอีก แถมยังจะมาอ้างเหตุอันน่าฟังอีก แม้ว่าศาลจะเห็นว่ามีเหตุอันควร หรือไม่ได้จงใจขาดนัดเป็นครั้งที่สอง ศาลก็จะมีคำสั่งอนุญาตไม่ได้แล้ว เพราะขัดต่อ ม.๑๙๙ วรรคสาม เพราะศาลเคยให้โอกาสจำเลยแล้ว ดันมาทำนิสัยเสียอีก
สุดท้ายเมื่อสืบพยานเสร็จสิ้น ศาลก็พิพากษาให้โจทก์ชนะคดีไปในที่สุด (จำเลยแพ้คดี)

   เรื่องมันดูแล้วอาจจะจบ....แต่ไม่จบ เพราะว่าจำเลยไปยื่นคำร้องต่อศาลขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ตาม ม.๑๙๙ ตรี ศาลเห็นว่าจำเลยแพ้คดี และ ก็ไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาด้วย ศาลจึงจะอนุญาตให้พิจารณาคดีใหม่......แต่ๆๆๆๆๆ
ศาลเห็นว่า คำขอให้พิจารณาคดีใหม่นั้นต้องห้ามตาม ม.๑๙๙ วรรคสาม เพราะจำเลยขาดนัดถึงสองครั้งแล้ว ศาลจึงต้องมีคำสั่งยกคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ของจำเลยเสียในที่สุด..ไงล่ะ

   อ้าว...แล้วอย่างนี้ถ้าหากว่าจำเลยไม่ทำอะไรเลยมาแต่แรก คือ คำให้การก็ไม่ยื่น วันสืบพยานก็ไม่มา แถมไม่ได้มีคำขอยื่นคำให้การใหม่ด้วย จำเลยกลับมีสิทธิร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ หากว่าศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี ตาม ม.๑๙๙ ตรี วรรคแรก
สุดท้ายก็กลับไปสู้กระบวนการของศาลใหม่หมด เรียกว่าเริ่มกันใหม่ ถ้าศาลอนุญาตให้จำเลยพิจารณาคดีใหม่ แบบนี้คดีมันก็ไม่จบซะทีใช่อ่ะเปล่า.......ตอบว่า ไม่ใช่ครับ เพราะหากว่าเกินกำหนดเวลาตาม ม.๑๙๙ จัตวาแล้ว ศาลก็ไม่อาจอนุญาตได้ ที่ว่าเกินคือ จำเลยต้องมีคำขอภายใน ๑๕ วันนับจากที่ส่งคำบังคับไปแล้ว หรือ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรต้องไม่เกิน ๖ เดือนจึงจะขอได้ ไม่ใช่ว่าชาตินี้ขอได้ตลอดไป..
      จบในส่วนแรกที่จำเลยขาดนัดฝ่ายเดียว
   
   คราวนี้มาดูโจทก์ขาดนัดบ้าง คือ ทุกอย่างเหมือนเดิมหมด คือ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และโจทก์ก็มีคำขอให้ชนะคดีโดยขาดนัดแล้ว ต่อมาวันสืบพยาน โจทก์ดันไม่มาศาลซะงั้น เอาล่ะซิ ทำไงดีล่ะ โจทก์ขาดนัดพิจารณา แต่จำเลยไม่ขาดนัดพิจารณา เพราะ ม.๑๙๘ ทวิ วรรคสี่ บอกว่าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่ถือว่าขาดนัดพิจารณา กรณีนี้ยังถือว่ามีจำเลยอยู่ในคดีไม่ได้ขาดนัดพิจารณาแต่อย่างใด อ้าว.....แล้วจะดำเนินคดีต่อไปอย่างไรล่ะ เพราะจำเลยไม่ขาดนัดพิจารณา แต่โจทก์ดันขาดนัดพิจารณา
กรณีแบบนี้ถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบตามคำฟ้องเอาผิดต่อจำเลย ศาลจึงต้องยกฟ้องคดีของโจทก์ไปตาม ม.๑๙๘ ทวิ วรรคท้าย
   โจทก์ทำไงล่ะ โจทก์ก็ต้องอุทธรณ์ หรือไม่ก็ฟ้องคดีใหม่ ตามระเบียบ แต่โจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ดังนั้นโจทก์จะขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ไม่ได้นั่นเอง...(จำไว้การขอพิจารณาคดีใหม่นั้น ต้องปรากฎว่าเป็นการพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวเท่านั้น ถ้าไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ไม่ว่าใครจะมาขอก็ไม่ได้....)

      จบเรื่องจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อไปเป็นเรื่องจำเลยขาดนัดพิจารณา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2009, 05:34:12 pm โดย น้าออด » บันทึกการเข้า

สายด่วนทนายความ  084-676-4477
ทนายอาสา
ทนายความ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,748


ทนายอาสา ปรึกษาคดีฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2009, 04:03:52 pm »

    คำว่าขาดนัดพิจารณา คือ ไม่มาศาลในวันนัดพิจารณา สืบพยาน และ เป็นวันสืบพยานนัดแรกเท่านั้น โดยดูว่าสืบพยานกันจริงๆหรือไม่ด้วย เช่น ศาลนัดสืบพยานวันที่ ๑ ธ.ค.๕๒ พอถึงวันนัด จำเลยไม่มาศาล ส่วนโจทก์ขอเลื่อนคดี ศาลก็อนุญาตเลื่อนไปวันที่ ๒๐ ธค.๕๒ ดังนั้นวันสืบพยานจึงกลายเป็นวันที่ ๒๐ ธค.๕๒ แทน ไม่ใช่วันที่ ๑ ธค ถ้าใครขาดนัดก็จะขาดตาม ม.๒๐๐ ด้วย
   จำเลยถ้าได้ยื่นคำให้การสู้คดีแล้ว ไม่มาในวันสืบพยานครั้งแรก ถือว่าจำเลยขาดนัดพิจารณา ตาม ม.๒๐๔ คราวนี้มาดูกันต่อนะ พอถึงวันนัดสืบพยานครั้งแรก โจทก์มา จำเลยไม่มา จำเลยจึงขาดนัดพิจารณา ศาลจึงพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวตาม ม.๒๐๔ โดยโจทก์ไม่ต้องมีคำขออะไรแต่อย่างใด ศาลก็จะดำเนินคดีไปตามฟ้องของโจทก์
   เอาใหม่ คราวนี้วันสืบพยาน คู่ความทั้งโจทก์และจำเลยไม่มาศาลเลย ถือว่าคู่ความขาดนัดพิจารณาตาม ม.๒๐๑  ศาลทำไงล่ะ ศาลก็ต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ หากต่อมาศาลจำหน่ายคดีแล้ว โจทก์ฟ้องใหม่ภายในอายุความ ตาม ม.๒๐๓ บังเอิญจำเลยดันยื่นอุทธรณ์ต่อศาลว่าจำหน่ายคดีไม่ชอบ หรืออะไรก็ตาม กรณีเช่นนี้ยังมีคดีเดิมอยู่ในศาล คำฟ้องของโจทก์ที่ฟ้องใหม่ตาม ม.๒๐๓ จึงเป็นฟ้องซ้อนตาม ม.๑๗๓ วรรคสอง (๑) ทันที....งงอ่ะดิ ไหนบอกว่าฟ้องได้ตาม ม.๒๐๓ ไง แล้วทำไมจึงเป็นฟ้องซ้อน ที่เป็นฟ้องซ้อนเพราะจำเลยมันยื่นอุทธรณ์ต่อไง คดีจึงยังอยู่ในศาล ไม่ได้หมดไปจากศาล เข้าใจหรือยัง
   แต่ถ้าจำเลยไม่ยื่นอุทธรณ์เลย โจทก์มาฟ้องภายในอายุความตาม ม. ๒๐๓ ก็ไม่เป็นเรื่องฟ้องซ้ำหรือฟ้องซ้อนแต่อย่างใด กรณีเช่นนี้ให้ดูที่จำเลยด้วย เช่น ศาลจำหน่ายคดีวันที่ ๑ มค.๕๒ พอวันที่ ๒๐ มค.๕๒ โจทก์ฟ้องคดีใหม่ ต่อมาวันที่ ๒๕ มค.๕๒ จำเลยยื่นอุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีไม่ชอบ ตาม ม.๒๐๑ ศาลชั้นต้นสั่งรับอุทธรณ์ กรณีเช่นนี้ คำฟ้องของโจทก์เป็นฟ้องซ้อนตาม ม.๑๗๓ ว.๒ (๑) ทันที โดยไม่ต้องไปดูว่า โจทก์ฟ้องก่อนหรือฟ้องหลังวันที่จำเลยยื่นอุทธรณ์เลย...พูดง่ายๆว่า จำเลยไม่ยื่นก็ไม่ซ้อน ถ้าจำเลยยื่นก็ซ้อนทันที (ทนายเก่งๆจะดูช่วงเวลาพวกนี้ หากโจทก์ขาดนัดศาลจะจำหน่ายคดี พอโจทก์ฟ้องใหม่ ถ้าอยู่ในระหว่างระยะเวลาอุทธรณ์ จำเลยมันอุทธรณ์ทันที ทำให้ฟ้องใหม่ของโจทก์ กลายเป็นฟ้องซ้อน ซะอย่างนั้น...)
   ตาม ม.๒๐๒ ที่บอกว่าถ้าโจทก์ขาดนัดพิจารณาให้ศาลจำหน่ายคดีฯ ยกเว้นจำเลยแจ้งให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไป ศาลก็จะชี้ขาดคดีไปฝ่ายเดียว..(สังเกตมั้ยว่ามีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ดังนั้นมันเข้าเงื่อนไขการขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้) คราวนี้จำเลยซื่อบื่อดันไม่ขอให้ศาลพิจารณาคดีต่อไป...ศาลก็ทำไงล่ะ..ศาลก็จำหน่ายคดีอ่ะดิ จำเลยหน้าแหกเลย จำเลยไม่ยอมจึงอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้จำหน่ายคดีนั้นไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์บอกว่า ศาลไม่มีหน้าที่ถามจำเลยว่าจะเอาต่อไปดี จำเลยต่างหากต้องแจ้งต่อศาลว่า ให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป ดังนั้นคำสั่งจำหน่ายคดีของศาลชั้นต้นจึงชอบแล้ว ตาม ม.๑๓๒ (๑) คราวนี้เข้าใจหรือยังว่า จำเลยต้องแจ้งด้วยนะ
   มาดูกันว่าอย่างไรถือว่าจำเลยได้แจ้งต่อศาลให้ดำเนินคดีต่อไป เช่น คำว่า “ขอให้ศาลยกฟ้อแงโจทก์ , จำเลยไม่ติดใจสืบพยาน..” หรือ แจ้งว่าให้ศาลดำเนินการพิจารณาคดีต่อไป แต่....จำเลยอย่าไปพูดว่า “ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร..” อันนั้นเสร็จเลย เข้าทางเลย ศาลก็เลยสมควรเห็นจำหน่ายคดีซะเลย..งงอ่ะดิ ก็เพราะคำว่า “แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร” ศาลฎีกาบอกว่าเป็นกรณีที่จำเลยไม่ได้แจ้งต่อศาลให้ดำเนินคดีต่อไป นั้นเอง
บันทึกการเข้า

สายด่วนทนายความ  084-676-4477
ทนายอาสา
ทนายความ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,748


ทนายอาสา ปรึกษาคดีฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2009, 04:18:17 pm »

การขาดนัดพิจารณาที่คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขาดนัด  ยังมีการขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ เหมือนกับกรณีขาดนัดยื่นคำให้การ แต่กรณีการขาดนัดยื่นคำให้การนั้น จำเลยจะเป็นฝ่ายขอให้พิจารณาคดีใหม่แต่ฝ่ายเดียว ส่วนการขาดนัดพิจารณามีได้ทั้งโจทก์และจำเลย ดังนั้นโจทก์หรือจำเลยก็ขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ทั้งนั้น ตาม ม.๒๐๖ ว.๓ และ ม.๒๐๗
จำหลักง่ายๆนะว่า ม.๒๐๖ ว.๓ เนี้ย ใช้ตอนศาลยังไม่มีคำพิพากษา แต่ว่า ม.๒๐๗ ใช้ตอนที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาไปแล้ว
ดังนั้นการจะอ้างมาตราอะไรนั้นดูขั้นตอนของกฎหมายด้วย
   ข้อสังเกตนะเกี่ยวกับการขาดนัดพิจารณา คู่ความในคดีแพ่งนี้ รวมถึง ทนายความด้วย และก็ตัวความด้วย และ รวมถึงเสมียนทนายที่ได้รับมอบฉันทะมาด้วย ถ้าหากว่า วันสืบพยาน โจทก์และทนายโจทก์มาศาล แต่จำเลยมีเพียงเสมียนทนายมายื่นคำร้องขอเลื่อนคดีจากศาล ก็ถือว่าจำเลยมาศาลแล้วนะ เพราะเสมียนทนายก็คือตัวแทนฝ่ายจำเลยนั่นเอง ส่วนการที่ศาลจะอนุญาตให้เลื่อนคดีหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับการที่เสมียนทนายมาแทนจำเลย ดังนั้นถ้าศาลไปสั่งว่า จำเลยขาดนัดพิจารณา จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ ย่อมเพิกถนได้ตาม ม.๒๗
   มีหลายกรณีนะที่ว่ามาแล้วถือว่ามา และ ไม่มา เช่น
   มาศาลแล้ว เข้าห้องพิจารณาแล้ว และสืบพยานไปบ้างแล้ว แต่ยังไม่เสร็จ ดันกลับไปก่อน อันนี้ถือว่ามาศาลแล้ว
   มาแล้วแต่เข้าห้องพิจารณาผิดบัลลังล์ ก็ถือว่ามาแล้ว
   เสมียนทนายรับมอบฉันทะจากทนายให้มาเลื่อนคดี อันนี้ก็ถือว่ามาแล้ว
   ถ้ามาแล้วไม่เข้าห้องพิจารณา ถือว่าไม่มา
   มาแล้วกลับไปก่อนพิจารณาคดี ถือว่าไม่มา
   มาหลังจากพิจารณาคดีเสร็จ ถือว่าไม่มา

   เดี๋ยวมาต่อใหม่อีก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 21, 2009, 05:46:03 pm โดย น้าออด » บันทึกการเข้า

สายด่วนทนายความ  084-676-4477
Cayane
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 06:27:45 pm »

 ขอบคุณมากเลยคับน้าออด    สรุปได้ดีมากเลย 

แต่ด้วยความเคารพ  กระผมถือว่าเป็นผู้น้อย แต่ผมเห็นสิ่งผิดปกติ บางประการอยู่ ซึ่งอาจมีผลถึงผู้กำลังศึกษาศาสตร์แห่งนิติ  อาจทำให้

เกิดความคิดที่สับสนได้ ถ้าไม่เข้าใจหลักการพิจารณาคดีโดยขาดนัดดีพอ 
 


 

บันทึกการเข้า
ทนายอาสา
ทนายความ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,748


ทนายอาสา ปรึกษาคดีฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 07:01:18 pm »

ขอบคุณมากเลยคับน้าออด    สรุปได้ดีมากเลย 

แต่ด้วยความเคารพ  กระผมถือว่าเป็นผู้น้อย แต่ผมเห็นสิ่งผิดปกติ บางประการอยู่ ซึ่งอาจมีผลถึงผู้กำลังศึกษาศาสตร์แห่งนิติ  อาจทำให้

เกิดความคิดที่สับสนได้ ถ้าไม่เข้าใจหลักการพิจารณาคดีโดยขาดนัดดีพอ 
 


มีตรงไหนไม่ถูกต้องบอกด้วยครับ ผมอาจพลาดได้
บันทึกการเข้า

สายด่วนทนายความ  084-676-4477
Cayane
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 07:26:20 pm »

 มาแล้ว คับ ถือว่าน้าอนุญาต  ผมขอตั้งข้อสังเกต แล้วกันคับ จิงๆ ไม่ได้ผิดอะไรหรอกคับ 

เพียงแค่ การเรียกเท่านั้นคับ   ในส่วนนี้ ..
 
   คราวนี้มาดูโจทก์ขาดนัดบ้าง คือ ทุกอย่างเหมือนเดิมหมด คือ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ และโจทก์ก็มีคำขอให้ชนะคดีโดยขาดนัดแล้ว ต่อมาวันสืบพยาน โจทก์ดันไม่มาศาลซะงั้น เอาล่ะซิ ทำไงดีล่ะ โจทก์ขาดนัดพิจารณา แต่จำเลยไม่ขาดนัดพิจารณา เพราะ ม.๑๙๘ ทวิ วรรคสี่ บอกว่าจำเลยที่ขาดนัดยื่นคำให้การไม่ถือว่าขาดนัดพิจารณา กรณีนี้ยังถือว่ามีจำเลยอยู่ในคดีไม่ได้ขาดนัดพิจารณาแต่อย่างใด อ้าว.....แล้วจะดำเนินคดีต่อไปอย่างไรล่ะ เพราะจำเลยไม่ขาดนัดพิจารณา แต่โจทก์ดันขาดนัดพิจารณา
กรณีแบบนี้ถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบตามคำฟ้องเอาผิดต่อจำเลย ศาลจึงต้องยกฟ้องคดีของโจทก์ไปตาม ม.๑๙๘ ทวิ วรรคท้าย
   โจทก์ทำไงล่ะ โจทก์ก็ต้องอุทธรณ์ หรือไม่ก็ฟ้องคดีใหม่ ตามระเบียบ แต่โจทก์จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ดังนั้นโจทก์จะขอให้ศาลพิจารณาคดีใหม่ไม่ได้นั่นเอง...(จำไว้การขอพิจารณาคดีใหม่นั้น ต้องปรากฎว่าเป็นการพิจารณาคดีไปฝ่ายเดียวเท่านั้น ถ้าไม่มีการพิจารณาคดีฝ่ายเดียว ไม่ว่าใครจะมาขอก็ไม่ได้....)


   ที่น้าออดเขียนว่า โจทก์ขาดนัดพิจาณา   ผมเห็นว่าควรแก้ว่า  เมื่อจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลจะทำการสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว เมื่อวันสืบพยานโจทก์ โจทก์กลับไม่มาศาล จึงถือว่าโจทก์ไม่นำหลักฐานมาสืบ ว่าคดีของโจทก์มีมูล และไม่ขัดต่อกฎหมาย  ยกฟ้อง ตาม มาตรา 198ทวิ วรรคท้าย คับ   

  ผมเห็นว่า การที่น้าออดเขียนว่า โจทก์ขาดนัดพิจารณา ไม่น่าจะถูกต้องเท่านั้น คับ เพราะ ม.200 ก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับ ม.198ทวิ แล้ว   ถ้าเขียนไปแบบนี้ อาจทำให้เกิดการสับสนได้คับ เพราะตัวบท ยังเลี่ยงไม่เขียนเลย แค่บอกว่าโจทก์ไม่นำพยานมาสืบ.. +เหตุผลตามตัวบท


ปล. ขอบคุณอีกครั้งคับ   ย่อได้ ไหลลื่นดี งิงิ
บันทึกการเข้า
Cayane
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 07:36:28 pm »

  ลืมไปคับ จากเหตุผลที่ว่า การขาดนัดยื่นคำให้การ และขาดนัดพิจารณา แยกขาดจากกัน  O_o     
บันทึกการเข้า
ทนายอาสา
ทนายความ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,748


ทนายอาสา ปรึกษาคดีฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 07:38:06 pm »

ขอบคุณมากๆครับ คือ จริงๆมันก็เป็นอย่างที่ผมเข้าใจแหละ
แต่ผมใช้คำไม่ถูกอย่างที่ Cayane บอก

ขอบคุณที่แก้ให้ดูไหลลื่นครับ
จริงๆแล้วที่ตัวบทไม่ได้เขียนหรือบัญญัติคำว่าขาดนัดพิจารณา เพราะกลุ่มมาตรานั้น
เป็นกลุ่มมาตราเรื่องขาดนัดยื่นคำให้การครับ จึงไม่มีคำว่า โจทก์ขาดนัดพิจารณา นั่นเอง...
บันทึกการเข้า

สายด่วนทนายความ  084-676-4477
Cayane
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2009, 07:43:16 pm »

 คับผม  อิอิ  ผมก็แค่กลัวว่า เดี๋ยวใครอ่านแล้วไป นึกถึงมาตรา 202 203 ในวันหลังนะคับ เพราะผมเคยสับสน -*-
บันทึกการเข้า
ChaiSurat
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: ธันวาคม 25, 2009, 08:20:36 pm »

ขอขอบคุณท่านผู้รู้ทั้งสองท่านครับ  นับว่าได้ประโยชน์มากๆสำหรับผู้ที่ใฝ่รู้ทั้งหลาย(กระผมด้วย..อิ..อิ) Grin Wink
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 |   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.165 วินาที กับ 19 คำสั่ง