ปรึกษาฟรี 084-6764477 ปรึกษากฎหมายฟรี คุยกับทนายความฟรี สายตรงทนายความ ปรึกษาทนายฟรี ปรึกษาคดีความ ปรึกษาคดีฟรี ทนายอาสา ว่าความ สายด่วนทนายความ ทนายความใจดี ทนายชาวบ้าน ทนายคนจน ทนายศาล ทนายคลายทุกข์ ทนายขอแรง ทนายความสมุทรปราการ ทนายมืออาชีพ ทนายศาล ทนายจิตอาสา บริการทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี ปรึกษาภาษี วางระบบบัญชี
ตุลาคม 19, 2018, 08:23:26 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ปรึกษาทนายฟรี 084-676-4477 ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ทนายอาสา ทนายขอแรง ทนายคลายทุกข์ ทนายชาวบ้าน ทนายใจดี ทนายคนจน ปรึกษาคดีความฟรี คุยกับทนายความใจดี ทนายศาล ทนายมืออาชีพ หาทนายฟรี ทนายตั้งใจทำงาน สายด่วนทนาย สายตรงทนาย ทนายคุณธรรม ทนายเก่งๆ ทนายจิตอาสา ปรึกษาคดีความ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 |   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ฎีกาน่าสนใจ สำหรับผู้ที่จะสอบเนติฯในสมัยที่ ๑/๖๔ นี้  (อ่าน 19716 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ทนายอาสา
ทนายความ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,749


ทนายอาสา ปรึกษาคดีฟรี


เว็บไซต์
« เมื่อ: กันยายน 05, 2011, 04:24:57 pm »

ได้ภาระจำยอมมาโดยทางนิติกรรมแล้ว แต่ไมได้จดทะเบียน ต่อมาเจ้าของภารยทรัพย์ตาย ทายาทมีหน้าที่ไปจดทะเบียนให้แก่สามรยทรัพย์ เพราะไม่ใช่เรื่องเฉพาะตัว (สามรยทรัพย์ ฟ้องให้ทายาทไปจดทะเบียนได้ )

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2975/2553    แจ้งแก้ไขข้อมูล

น. เสนอขายที่ดินโดยนำรูปแผนที่หลังโฉนดที่ดินมาแสดงแก่โจทก์เพื่อยืนยันว่าหาก โจทก์ซื้อที่ดินของ น. โจทก์ก็มีสิทธิใช้ทางพิพาทเป็นทางเข้าออกและใช้ประโยชน์เกี่ยวแก่การ สาธารณูปโภคสำหรับที่ดินที่ซื้อได้ เมื่อโจทก์ตกลงซื้อที่ดินตามที่ น. เสนอจึงเกิดเป็นสัญญาก่อให้เกิดภาระจำยอม การที่ น. ไม่ได้จดทะเบียนภาระจำยอมให้แก่โจทก์เหมือนอย่างที่ดินซึ่งแบ่งแยกพร้อมกับ แปลงอื่นๆ คงมีผลเพียงทำให้ภาระจำยอมดังกล่าวยังไม่เป็นทรัพยสิทธิที่สมบูรณ์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299 วรรคหนึ่ง เท่านั้น แต่ก็เป็นบุคคลสิทธิใช้บังคับกันได้ในระหว่างคู่สัญญา และไม่ใช่สิทธิที่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้วเป็นการเฉพาะตัวของ น. โดยแท้ เมื่อ น. ถึงแก่ความตาย สิทธิหน้าที่และความรับผิดต่างๆ ตามสัญญาภาระจำยอมย่อมตกทอดแก่จำเลยซึ่งเป็นทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1599 และ 1600 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยไปดำเนินการจดทะเบียนภาระจำยอม และบังคับให้จำเลยรื้อถอนรั้ว เสาปูนและลวดหนามที่ปิดกั้นทางพิพาทซึ่งเป็นภารยทรัพย์ออกได้
-----------------------------

-   ผู้ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ แต่ไม่จดทะเบียน จะยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้รับโอนโดยสุจริตเสียค่าตอบแทนและได้จดทะเบียนแล้วไม่ได้ แม้ว่าบุคคลภายนอกจะโอนให้แก่ผู้อื่นไปอีกโดยบุคคลอื่นนั้นไม่สุจริตก็ตาม
-   ฎีกาที่ ๒๐๖๘/๒๕๕๒


-   ผู้ถือหุ้นใน บริษัท จะเป็นโจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่างบริษัทกับบบุคคลภายนอกโยอ้างว่า บริษัทกับกรรมการได้คบคิดกันฉ้อฉลและให้จดทะเบียนโอนคืนแก่บริษัท..... ไม่ได้ (ดูฎีกา)
-   และผู้ถือหุ้นจะฟ้องขอให้เพิกถอนรายงานการประชุม เท็จ เพราะมิได้มีการประชุมกันจริง ก็ไม่ได้ (คือไม่มีการประชุม ก็ไม่มีเรื่องที่จะเพิกถอน เพราะไม่ได้ประชุมกันจริง)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2481/2552    แจ้งแก้ไขข้อมูล

มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.พ.พ. ให้อำนาจผู้ถือหุ้นฟ้องกรรมการผู้ทำให้บริษัทเสียหาย โดยเป็นการฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทเฉพาะกรณีที่บริษัทไม่ฟ้อง เพื่อเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนจากกรรมการผู้ทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย เท่านั้น การที่โจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินระหว่าง จำเลยที่ 1 (บุคคลภายนอก) และที่ 2 (บริษัท) โดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 (กรรมการ) ได้คบคิดกันฉ้อฉล และให้จำเลยทั้งสามจดทะเบียนโอนคืนที่ดินแก่จำเลยที่ 2 หาใช่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 3 ผู้เป็นกรรมการไม่ ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลภายนอกไม่ได้เป็นกรรมการ โจทก์ทั้งหกจึงไม่มีอำนาจฟ้องกรณีนี้
รายงานการประชุมที่โจทก์ทั้งหกขอให้เพิกถอนถือไม่ได้ว่าเป็นมติของที่ประชุม ใหญ่อันผิดระเบียบตามความหมายของมาตรา 1195 แห่ง ป.พ.พ. เพราะมิได้มีการประชุมกันจริง หากแต่เป็นรายงานการประชุมเท็จที่จำเลยที่ 3 ได้กระทำขึ้นฝ่ายเดียวเพื่อโอนที่ดินให้จำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 เท่านั้น ไม่กระทบถึงสิทธิหรือประโยชน์ของโจทก์ทั้งหกซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นโดยตรง กรณีไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 1195 ที่โจทก์ทั้งหกในฐานะผู้ถือหุ้นจะใช้สิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนรายงานการประชุม เท็จได้ โจทก์ทั้งหกไม่มีอำนาจฟ้องกรณีนี้เช่นกัน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1426/2542    แจ้งแก้ไขข้อมูล

การ ฟ้องโดยอาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ที่ให้อำนาจแก่ผู้ถือหุ้นฟ้องกรรมการผู้ทำให้บริษัทเสียหาย ซึ่งโดยปกติบริษัทย่อมเป็นผู้ฟ้องเรียกให้กรรมการผู้นั้นชดใช้ค่าเสียหายแก่ บริษัท ส่วนผู้ถือหุ้นจะเป็นผู้ฟ้องตามมาตรา 1169 วรรคหนึ่ง ต้องฟ้องแทนหรือฟ้องเพื่อประโยชน์ของบริษัทเฉพาะกรณีที่บริษัทไม่ฟ้องและ เป็นการฟ้องเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1ขอให้พิพากษาว่านิติกรรมขายสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินและอาคารพิพาท ระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4เป็นโมฆะเช่นนี้ หาใช่เป็นการฟ้องเพื่อเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุคคลภายนอกไม่ได้เป็นกรรมการบริษัทโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องเช่นเดียวกัน อำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลย จะไม่ให้การต่อสู้ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้

-   สัญญาจำนองมีข้อตกลงยกเว้น ม.๗๓๓ ไว้ ถ้าหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว ผู้รับจำนองไม่มีสิทธิบังคับเอาทรัพย์สินอื่นของผู้จำนองได้อีก แต่ยังคงบังคับได้ตาม ม.๑๙๓/๒๗ (ฎีกาที่ ๒๔๘๘/๒๕๕๒) และ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3705/2551    แจ้งแก้ไขข้อมูล

เจ้า หนี้มีสิทธิที่จะให้ชำระหนี้ของตนจากทรัพย์สินของลูกหนี้จนสิ้นเชิงตาม ป.พ.พ. มาตรา 214 เมื่อ จ. ลูกหนี้ถึงแก่ความตาย โจทก์ย่อมมีสิทธิเรียกให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ จ. ชำระหนี้จากทรัพย์สินในกองมรดกของ จ. ได้แม้หนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ก็มีสิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ตามมาตรา 1754 วรรคสอง และมาตรา 192/27 แต่คงบังคับได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น ไม่อาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นในกองมรดกได้ด้วย แม้สัญญาจำนองจะมีข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิยึด ทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชำระหนี้ได้ในกรณีที่ทรัพย์สินที่จำนองไม่พอชำระ หนี้ เพราะเมื่อหนี้เงินกู้ซึ่งเป็นหนี้ประธานขาดอายุความแล้ว ทรัพย์สินอื่นในกองมรดกย่อมไม่ตกอยู่ในความรับผิดทางแพ่งอีกต่อไป
ตามสัญญากู้เงินกำหนดให้ผู้กู้ต้องจัดการเอาประกันภัยทรัพย์ที่จำนองโดยผู้ ให้กู้เป็นผู้รับประโยชน์ และในกรณีผู้กู้มิได้จัดทำประกันภัยแต่ผู้ให้กู้เป็นผู้จัดทำประกันภัยแทน ผู้กู้ ผู้กู้ยินยอมชำระเงินค่าธรรมเนียมและเบี้ยประกันภัยคืนแก่ผู้ให้กู้ก่อนการ ชำระหนี้ตามสัญญากู้นั้น จะต้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยที่ผู้ให้กู้ได้ชำระแทนไปแล้ว แต่กรณีที่โจทก์ขอมาตามฟ้องเป็นหนี้ค่าเบี้ยประกันภัยภายหลังจากวันฟ้อง จึงเป็นหนี้ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดชำระอันเป็นหนี้ในอนาคตและจะถือว่า จ. ละเลยไม่ชำระหนี้ของตนยังไม่ได้ กรณีจึงยังไม่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ของโจทก์กับ จ. ตามกฎหมายที่จะต้องให้จำเลยในฐานะทายาทโดยธรรมของ จ. รับผิดชำระหนี้ดังกล่าว
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 460/2550    แจ้งแก้ไขข้อมูล

โจทก์ ฟ้องคดีนี้เกินกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์ได้รู้หรือควรได้รู้ถึงความตาย ของ ช. เจ้ามรดกทำให้หนี้ตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานขาดอายุความ เนื่องจากสัญญากู้เงินรายนี้มีการจดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นประกันไว้ด้วย ดังนี้ แม้หนี้ตามสัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ก็มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม ประกอบมาตรา 193/27 แต่คงบังคับได้เฉพาะทรัพย์สินที่จำนองเท่านั้น หาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นของ ช. เจ้ามรดกได้ด้วยไม่ แม้หนังสือสัญญาจำนองที่ดินเป็นประกันและข้อตกลงต่อท้ายสัญญาจำนองเป็น ประกันจะมีข้อความระบุว่า เมื่อถึงเวลาบังคับจำนองเอาทรัพย์จำนองขายทอดตลาดได้เงินจำนวนสุทธิน้อยกว่า จำนวนเงินที่ค้างชำระกับค่าอุปกรณ์ต่างๆ เงินยังขาดอยู่เท่าใดผู้จำนองและลูกหนี้ยอมรับผิดชอบรับใช้เงินที่ขาดจำนวน นั้นให้แก่ผู้รับจำนองจนครบจำนวนก็ตาม
แม้โจทก์จะเป็นธนาคารพาณิชย์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากลูกค้าในอัตราสูงสุดตาม ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย และ พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ฯ มาตรา 14 ก็ตาม ประกาศดังกล่าวหาใช่ข้อกฎหมายอันถือเป็นเรื่องที่ศาลจะรับรู้เองได้ แต่เป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งที่คู่ความมีหน้าที่นำสืบ และเมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าเอกสารเกี่ยวกับเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ เรียกจากจำเลยเป็นเอกสารที่ต้องห้ามรับฟังตาม ป.วิ.พ. มาตรา 90 ซึ่งโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้นจึงเป็นที่สุดถือได้ว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมานำสืบว่า โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเกินไปจากอัตราปกติตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้ ข้อตกลงเรื่องดอกเบี้ยจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยได้ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในระหว่างผิดนัดตาม ป.พ.พ. มาตรา 224
บันทึกการเข้า

สายด่วนทนายความ  084-676-4477
ทนายอาสา
ทนายความ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,749


ทนายอาสา ปรึกษาคดีฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 05, 2011, 04:25:37 pm »

-   สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา ไม่มีผลผูกพันผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์ที่เช่าตาม ม.๕๖๙ ว.๒
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 454/2552    แจ้งแก้ไขข้อมูล

สัญญา ต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาเป็นเพียงบุคคลสิทธิที่ใช้บังคับกันได้ เฉพาะแต่ในระหว่างคู่สัญญา ไม่ผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกผู้รับโอนที่ดินพิพาท เว้นแต่โจทก์ผู้รับโอนที่ดินพิพาทจะได้ตกลงยินยอมผูกพันที่จะปฏิบัติตาม สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าสัญญาเช่าธรรมดาแทนผู้ให้เช่าเดิม ข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ไม่ได้ตกลงยินยอมที่จะผูกพันตามสัญญาต่างตอบแทน ยิ่งกว่าการเช่าธรรมดา แม้โจทก์จะทราบว่ามีสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาระหว่างจำเลยกับ บริษัท ม. ในขณะรับโอนที่ดินพิพาท สัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่าธรรมดาก็ไม่ผูกพันโจทก์ และไม่ถือว่าโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทโดยไม่สุจริต

-   
-   การแปลงหนี้ใหม่ ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ จะให้ลูกหนี้คนเดิมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็ได้
-   
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3833/2552    แจ้งแก้ไขข้อมูล

การ แปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้นั้น ป.พ.พ. มาตรา 350 ห้ามแต่เพียงว่าจะทำโดยขืนใจลูกหนี้เดิมไม่ได้เท่านั้น เมื่อได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่า ป. กู้เงินเพื่อให้จำเลยที่ 2 นำไปลงทุนด้วยแล้ว กรณีจะทำโดยขืนใจ ป. ลูกหนี้เดิมย่อมไม่มี เมื่อหนี้ตามสัญญากู้เงินระงับไปแล้ว จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 698 คดีนี้โจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกันมิได้ฟ้องขอให้บังคับให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินตามสัญญากู้เงิน การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญากู้เงิน จึงเป็นการพิพากษาเกินไปหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง
-   
-   
-   ครอบครองที่ดินโดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของตนเองจนได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์... ย่อมถือว่าได้ไปตาม ม.๑๓๘๒
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5596/2552    แจ้งแก้ไขข้อมูล

การ ที่ผู้ร้องทั้งห้าได้ครอบครองที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์สินของผู้อื่นแม้จะ เข้าใจผิดว่าเป็นที่ดินของตนเองก็ตาม หากแต่ผู้ร้องทั้งห้าได้ยึดถือครอบครองด้วยเจตนาเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง แล้ว ก็ไม่จำเป็นที่ผู้ร้องจะต้องรู้มาก่อนว่าที่ดินนั้นเป็นของผู้อื่นแล้วแย่ง การครอบครองมาเป็นเวลา 10 ปี จึงจะได้กรรมสิทธิ์ แม้ผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองที่ดินพิพาทของผู้คัดค้านทั้งสามโดยเข้าใจผิด ว่าเป็นของผู้ร้องทั้งห้าเองก็ถือได้ว่าเป็นการเข้ายึดถือครอบครองทรัพย์สิน ของผู้อื่นด้วยเจตนาเป็นเจ้าของตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 แล้ว หากผู้ร้องทั้งห้าเข้าครอบครองโดยสงบ เปิดเผย ด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันมาเกิน 10 ปี ผู้ร้องทั้งห้าย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทตามกฎหมาย
-   ทำสัญญาจะซื้อจะขายกันโดยผู้ขายยอมให้ผู้ซื้อเข้าทำประโยชน์ได้ ผู้ซื้อสร้างรั้วคอนกรีตแล้ว ต่อมาผู้ขายโอนที่ดินให้ไม่ได้ ผู้ขายต้องรับผิดดค่าสร้างรั้วคอนกรีตด้วย (มีฎีกายืนยัน ๓๕๒๓/๒๕๕๓)
ฎีกาบอกว่า จำเลยยอมให้โจทก์สร้างรั้วได้ โจทก์เสียค่าใช้จ่ายไป ๕๙,๐๐๐ บ. ต่อมาจำเลยไม่สามารถโอนที่ดินให้โจทก์ได้ และจำเลยก็ไม่ได้ผิดสัญญาแต่อย่างใด และจำเลยคืนมัดจำให้โจทก์แล้ว
ศาลฎีกาบอกว่า กรณีไม่มีกฎหมายจะปรับแก่คดีได้ จึงนำ ม.๔ ว.๒ มาใช้ ประกอบ ม.๑๓๑๐ ม.๑๓๑๔ ถือว่าโจทก์สร้างโดยสุจริต รั้วคอนกรีตจึงเป็นของจำเลย แต่จำเลยจึงต้องชำระเงิน ๕๙,๐๐๐ บ.ให้โจทก์จึงชอบแล้ว
-   
-   ผู้เช่าทำพินัยกรรมยกสิทธิการเช่าให้แก่ผู้รับพินัยกรรม ต่อมาผู้เช่าตาย สิทธิการเช่าไม่ตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรม เพราะสิทธิการเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว แม้จะมีข้อตกลงให้โดนได้ก็ตาม
.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9201/2551    แจ้งแก้ไขข้อมูล

การ ที่ศาลจะสั่งงดสืบพยานเป็นอำนาจของศาลที่จะใช้ดุลพินิจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 86 วรรคสอง และ 104 วรรคหนึ่ง เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งสองให้การว่าเป็นฟ้องซ้อน และยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นตามมาตรา 24 เมื่อข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำให้การพอวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวได้ แล้วศาลชั้นต้นย่อมสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลยเสียได้
คดีก่อนโจทก์ฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยที่ 1 โอนสิทธิการเช่าที่ดิน 2 แปลงที่ ท. มีต่อจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ ส่วนคดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนสัญญาเช่าที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 และสัญญาเช่าที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และที่ 4 โดยกล่าวอ้างว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินแต่ละแปลงดังกล่าวไปให้จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 ทำสัญญาเช่าในขณะที่คดีก่อนอยู่ระหว่างการพิจารณาอันเป็นเรื่องที่เพิ่งเกิด ขึ้นภายหลัง ซึ่งโจทก์ไม่อาจยกขึ้นกล่าวอ้างหรือมีคำขอบังคับขณะยื่นฟ้องคดีก่อนได้ ทั้งคำขอที่ให้เพิกถอนสัญญาเช่าที่ดินในคดีนี้ยังกระทบต่อสิทธิของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ซึ่งมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อนด้วย จึงมิใช่เป็นคำฟ้องในเรื่องเดียวกันกับคดีก่อน ไม่เป็นฟ้องซ้อนที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1)
สิทธิการเช่าเป็นสิทธิเรียกร้องอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นโดยสัญญา ซึ่งผู้ให้เช่าตกลงให้ผู้เช่าได้ใช้หรือได้รับประโยชน์ในทรัพย์สิน อันเป็นหนี้เหนือบุคคล หาใช่เป็นสิทธิเหนือทรัพย์สินหรือเป็นทรัพยสิทธิไม่ และการเช่าทรัพย์สินนั้น ปกติผู้ให้เช่าย่อมเพ่งเล็งถึงคุณสมบัติของผู้เช่าว่าสมควรได้รับความไว้วาง ใจในการใช้และดูแลทรัพย์สินที่เช่าหรือไม่ สิทธิของผู้เช่าจึงมีสภาพเป็นการเฉพาะตัว เมื่อผู้เช่าตายสิทธิการเช่าตามสัญญาเช่าก็เป็นอันระงับสิ้นสุดลง และไม่เป็นมรดกตกทอดไปถึงทายาททั้งนี้โดยไม่ต้องคำนึงว่ามีข้อตกลงให้ผู้ เช่าโอนสิทธิการเช่าหรือไม่ เพราะหากมีข้อตกลงก็เป็นเรื่องที่ผู้ให้เช่ายอมให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่า แก่บุคคลภายนอกในระหว่างที่ผู้เช่ามีชีวิตอยู่ ซึ่งอาจทำได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 544 เท่านั้น ดังนั้น พินัยกรรมของ ท. ที่ยกสิทธิการเช่าที่ดินให้แก่โจทก์จึงไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใด ๆ แก่โจทก์เกี่ยวกับที่ดินที่เช่าและไม่ผูกพันจำเลยที่ 1 จะต้องให้โจทก์เป็นผู้เช่าต่อไป จำเลยที่ 1 ย่อมพิจารณาให้จำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่ 3 และที่ 4 เป็นผู้เช่าที่ดินแต่ละแปลงต่อไปได้
บันทึกการเข้า

สายด่วนทนายความ  084-676-4477
ทนายอาสา
ทนายความ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,749


ทนายอาสา ปรึกษาคดีฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 05, 2011, 04:26:28 pm »

-   การบอกเลิกสัญญาเช่าที่ไม่มีกำหนดเวลา หากจ่ายค่าเช่าทุกสิ้นเดือนโดยไม่ได้กำหนดวันที่ไว้ ให้ถือเอาวันทุกสิ้นเดือนเป็นวันถึงกำหนด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6179/2551    แจ้งแก้ไขข้อมูล

โจทก์ เป็นผู้มีสิทธิการเช่าอาคารราชพัสดุของกองจัดประโยชน์ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง อาคารตึกแถวเลขที่ 231 โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าขณะยื่นฟ้องเดือนละ 2,000 บาท แม้โจทก์จะเรียกร้องค่าเสียหายนับแต่วันบอกเลิกสัญญาเดือนละ 10,000 บาท ก็เป็นค่าเสียหายอันเป็นส่วนหนึ่งของการฟ้องขับไล่ จึงต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์มิได้ให้เช่าช่วงแต่มีเจตนาโอนสิทธิการเช่า เป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายว่า สัญญาเช่าช่วงเป็นนิติกรรมอำพรางการโอนสิทธิการเช่าหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ในประเด็นนี้โดยผู้พิพากษาซึ่งนั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นมิได้ รับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ได้จึงเป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติของกฎหมายดัง กล่าว
สัญญาเช่าช่วงอาคารชั้นล่างบางส่วนมีข้อตกลงว่าเป็นสัญญาที่ไม่มีกำหนดระยะ เวลา การเลิกสัญญาจึงต้องปฏิบัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 566 สัญญาเช่าช่วงดังกล่าวมีข้อตกลงระบุชำระค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท ไม่ระบุวันที่ชำระค่าเช่าแน่นอน จึงต้องถือเอาวันสิ้นเดือนเป็นกำหนดชำระค่าเช่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 559 โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงและจำเลยได้รับหนังสือวันที่ 4 สิงหาคม 2537 โจทก์ฟ้องคดีวันที่ 21 มีนาคม 2538 การบอกเลิกสัญญาเช่าช่วงจึงชอบแล้ว
-   ม.๒๓๗ ไม่ได้จำกัดเฉพาะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอย่างเดียวไม่ แม้เจ้าหนี้ที่ยังไม่ฟ้องคดีก็ร้องขอเพิกถอนการฉ้อฉลได้ ( ฎ.๓๙๗๕/๒๕๕๓ )
-   และการที่เจ้าหนี้ยังไม่ได้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินของลูกหนี้ในระหว่างที่ผ่อนชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ ลูกหนี้ก็ไม่สามารถทำนิติกรรมเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบได้ตาม ม.๒๓๗ เช่นกัน พูดง่ายๆว่า แม้ว่าลูกหนี้ยังผ่อนชำระตามคำพิพากษาอยู่โดยไม่ผิดนัดก็ตาม ก็ไม่สามารถทำนิติกรรมใดที่เป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบได้ หากทำไป เจ้าหนี้ก็ร้องเพิกถอนการฉ้อฉลได้
-   
-   
-   คำมั่นว่าจะให้เช่า คู่สัญญาจะตกลงยกเลิกคำมั่นนั้นก็ได้ แม้ว่าการเช่านั้นจะจดทะเบียนก็ตาม การยกเลิกคำมั่นก็ไม่ต้องไปจดทะเบียนยกเลิกแต่อย่างใด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3078 - 3079/2552    แจ้งแก้ไขข้อมูล

แม้ คำมั่นจะให้เช่าจะผูกพันผู้ให้เช่าในอันที่ต้องยอมให้ผู้เช่าได้เช่า ทรัพย์สินต่อไปอีก และผู้ให้เช่าไม่อาจถอนคำมั่นนั้นได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ก็ตาม แต่ก็มิได้ห้ามคู่สัญญาในอันที่จะตกลงกันยกเลิกคำมั่นนั้นเสียได้ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยตกลงยกเลิกข้อความในสัญญาเช่าต่างตอบแทนเกี่ยวกับคำมั่นนั้น เสียแล้ว คำมั่นดังกล่าวย่อมสิ้นผลไป โจทก์ย่อมไม่อาจบังคับให้จำเลยทำสัญญาเช่าต่อไปภายหลังครบกำหนดเวลาเช่าได้ อีก อีกทั้งการตกลงกันยกเลิกคำมั่นดังกล่าวก็หาใช่การที่จำเลยถอนคำมั่นเพียง ฝ่ายเดียวอันจะเป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายและเป็นโมฆะกรรมดังที่โจทก์ กล่าวอ้างในฎีกาไม่
แม้สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจะได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้า หน้าที่แล้วก็ตาม แต่ข้อความในสัญญาเช่าต่างตอบแทน ข้อ 3 ท้ายสัญญาเช่าเป็นคำมั่นที่จำเลยให้โอกาสแก่โจทก์ในอันที่จะต่อสัญญาเช่าได้ อีกเท่านั้น จึงเป็นเพียงข้อตกลงที่แยกต่างหากนอกเหนือจากสัญญาเช่าได้ และคำมั่นจะให้เช่านั้นก็ไม่มีบทบัญญัติกฎหมายใดที่ระบุให้ต้องจดทะเบียนต่อ พนักงานเจ้าหน้าที่ด้วย เพียงแต่มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายผู้ต้องรับ ผิดเป็นสำคัญก็มีผลใช้บังคับได้แล้ว ดังนั้นเมื่อคำมั่นจะให้เช่าไม่จำต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่การทำ บันทึกยกเลิกคำมั่นจะให้เช่านั้นก็ไม่จำต้องจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เช่นกัน บันทึกข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันโจทก์
-   
-   เงินประกันการเช่า ผู้รับโอนตาม ม.๕๖๙ ว.๒ ไม่ต้องรับผิดชำระคืนให้แก่ผู้เช่า เพราะไม่ใช่เรื่องที่ผู้รับโอนต้องรับมาด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1990/2552    แจ้งแก้ไขข้อมูล

โจทก์ ซื้อตึกแถวพิพาทมาจาก ป. โดยมีจำเลยเช่าตึกแถวดังกล่าวจาก ป. อยู่ก่อนแล้ว โดยจำเลยชำระเงินประกันความเสียหายจากการเช่าให้ ป. ใช้จำนวนหนึ่ง เงินประกันการเช่านี้เป็นเงินประกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากข้อตกลง ระหว่างจำเลยผู้เช่าและผู้ให้เช่าเดิม แม้ระบุไว้ในสัญญาเช่าก็เป็นเพียงสิทธิและหน้าที่อื่นตามสัญญาเช่า ทั้งไม่ใช่หน้าที่และความรับผิดระหว่างผู้ให้เช่ากับผู้เช่าตามที่ ป.พ.พ. กำหนดไว้จึงไม่ใช่สิทธิและหน้าที่ที่เป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับสัญญาเช่า กรณีไม่ใช่สิทธิและหน้าที่ของผู้โอนซึ่งมีต่อผู้เช่าที่ผู้รับโอนจะต้องรับ ไป ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. มาตรา 569 วรรคสอง การคืนเงินประกันการเช่าจึงไม่ใช่หน้าที่ตามสัญญาเช่าที่โจทก์ในฐานะผู้รับ โอนจะต้องรับผิดและปฏิบัติตาม เมื่อโจทก์ไม่ต้องรับผิดคืนเงินประกันการเช่าศาลอุทธรณ์จึงไม่มีสิทธินำเงิน ประกันการเช่าจำนวน 72,000 บาท มาหักจากค่าเสียหายที่จำเลยค้างชำระค่าเช่าโจทก์ได้
-   ทำสัญญาเช่าอสังหาฯ เกินกว่า ๓ ปี โดยไม่จดทะเบียน ครบกำหนดแล้ว ผู้เช่ายังคงเช่าต่อไป จึงเป็นไปตาม ม.๕๗๐ การบอกเลิกจึงต้องบอกตาม ม.๕๖๖ ( ฎ.๑๑๙๖/๒๕๕๒)
-   
-   
-   การได้มาโดยนิติกรรมทซึ่งภาระจำยอมได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้ต่อมาจะมีการโอนภารยทรัพย์ไปก็ตาม ภาระจำยอมนั้นย่อมตกติดไปด้วย โดยเจ้าของภารยทรัพย์ไม่อาจไปขอยกเลิกได้เลย และจะกำหนดเวลาใช้ภาระจำยอมก็ไม่ได้ (ฎ.๘๘๙/๒๕๕๒ ) คือ มีการจดทะเบียนก่อตั้งสิทธิแล้วตาม ม.๑๒๙๘ ประกอบ ม.๑๒๙๙ ว.แรก แล้วจึงเป็นทรัพยสิทธิที่สมบูรณ์ ภาระจำยอมจึงตกติดไปกับที่ดินภารยทรัพย์ ตาม ม.๑๓๘๗ ประกอบ ม.๑๓๙๓ เจ้าของที่ดินภารยทรัพย์จึงต้องยอมรับกรรมบางอย่างเพื่อประโยชน์แก่ที่ดินสามรยทรัยพ์ ภาระจำยอมจะสิ้นไปหรือไม่ได้ใช้หรือสูญสลายไปทั้งหมด ก็จะเป็นไปตาม ม.๑๓๙๗ ๑๓๙๙ ๑๔๐๐ เท่านั้น โดยเจ้าของที่ดินภารยทรัพย์ไม่อาจจะยกเลิกเองได้ และก็ไม่อาจกำหนดเวลาเข้าออกได้โดยจำกัดเวลาเช่นกัน ดังนั้นจำเลยจึงต้องเปิดให้โจทก์เข้าออกได้ตลอดเวลา.....
-   
 สัญญาซื้อที่ดินซึ่งระบุจำนวนเนื้อที่ไว้แน่นอน แต่ปรากฎว่าขาดไปเกินกว่าร้อยละ ๕ ตาม ม.๔๖๖ ในวันโอน ผู้ซื้อไม่ยอมโอน แต่ผู้ขายขู่ว่าถ้าไม่โอนจะทำให้เสียชื่อเสียง และริบเงินมัดจำ.... กรณีไม่เป็นการข่มขู่อันจะตกเป็นโมฆียะ ตาม ม.๑๖๔ เพราะผู้ขายกระทำไปเพื่อให้ตนเองขายที่ดินได้เท่านั้น ไม่ถึงกับเป็นการข่มขู่ให้นิติกรรมตกเป็นโมฆียะ ฎ.๕๒๔/๒๕๕๒

มีฎีกาที่น่าสนใจมาก คือ ครอบครองปรปักษ์ที่ดินมีโฉนดยังไม่ครบ ๑๐ ปี เจ้าของโฉนดโอนให้บุคคลอื่นต่อไป ผู้ครอบครองปรปักษ์ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เฉยเลย ฎ. ๘๗๐๐/๕๐
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8700/2550    แจ้งแก้ไขข้อมูล

จำเลย ทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทตั้งแต่ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของ ช. เมื่อ ช. ขายที่ดินพิพาทและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่บิดาโจทก์ทั้งห้าก่อนจำเลย ทั้งสองครอบครองครบกำหนดสิบปี จำเลยทั้งสองไม่อาจยกการครอบครองดังกล่าวขึ้นยันบิดาโจทก์ทั้งห้าได้ การครอบครองที่ดินพิพาทของจำเลยทั้งสองจึงขาดตอนตั้งแต่บิดาโจทก์ทั้งห้าได้ รับโอนกรรมสิทธิ์ทางทะเบียนแล้ว จำเลยทั้งสองจะต้องเริ่มนับระยะเวลาครอบครองที่ดินพิพาทใหม่ จะนำระยะเวลาที่จำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินของ ช. มานับรวมด้วยไม่ได้ เมื่อจำเลยทั้งสองครอบครองที่ดินพิพาทหลังจากบิดาโจทก์ทั้งห้าได้กรรมสิทธิ์ มายังไม่ครบสิบปี จำเลยทั้งสองจึงไม่ได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์
แม้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 จะเป็นผู้มอบอำนาจหลายคน แต่ต่างเป็นเจ้าของร่วมกันในที่ดินและบ้านพิพาท จึงเป็นผู้มีอำนาจร่วมกันมอบอำนาจให้โจทก์ที่ 5 ซึ่งเป็นบุคคลคนเดียวกระทำการมากกว่าครั้งเดียวโดยเสียอากรแสตมป์ตามบัญชี อัตราอากรแสตมป์ ข้อ 7 (ข) ซึ่งกำหนดไว้ 30 บาท ปรากฏว่าใบมอบอำนาจของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ติดอากรแสตมป์ 30 บาท โจทก์ที่ 5 จึงมีอำนาจฟ้องแทนโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ได้
บันทึกการเข้า

สายด่วนทนายความ  084-676-4477
ทนายอาสา
ทนายความ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,749


ทนายอาสา ปรึกษาคดีฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 05, 2011, 04:26:53 pm »

-   วิธีคิดดอกเบี้ยผิดนัดตาม ม.๒๒๕ เริ่มคิดตามฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2625/2551    แจ้งแก้ไขข้อมูล

โจทก์ จัดให้มีบริการเช่าใช้เครื่องวิทยุคมนาคมและอุปกรณ์โดยผู้เช่าจะต้องเสีย เงินค่าเช่าเครื่องวิทยุคมนาคมและเสียค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุ ถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ประกอบธุรกิจในการให้เช่าสังหาริมทรัพย์ จึงมีอายุความ 2 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (6) และค่าตอบแทนที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยมีลักษณะทำนองเดียวกับค่าเช่า เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าตอบแทนเกินกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์สามารถทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ได้ จึงขาดอายุความ และเมื่อสิทธิเรียกร้องค่าตอบแทนอันเป็นหนี้ประธานขาดอายุความ ค่าตอบแทนในการใช้ความถี่วิทยุเพิ่มซึ่งเป็นเบี้ยปรับและเป็นหนี้อุปกรณ์ ย่อมขาดอายุความด้วยตามมาตรา 193/26
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ชุดปากพูดหูฟังในสภาพใช้การได้ดี หรือมิฉะนั้นให้ใช้ราคาแก่โจทก์ หากการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ยังสามารถกระทำได้ โจทก์ก็ต้องขอให้จำเลยส่งมอบเครื่องอุปกรณ์ จะขอให้จำเลยใช้ราคาเครื่องอุปกรณ์แทนไม่ได้ และการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์มิใช่หนี้เงิน จึงไม่อาจคิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่จำเลยผิดนัดไม่ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์คืน โจทก์ได้ ต่อเมื่อการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์เป็นพ้นวิสัยจะทำได้เพราะพฤติการณ์อันใดอัน หนึ่งซึ่งจำเลยต้องรับผิดชอบ จึงจะมีสิทธิเรียกให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนคือชดใช้ราคาพร้อมด้วย ดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่เป็นราคาเครื่องอุปกรณ์โดยนับตั้งแต่เวลาอันเป็นฐาน ที่ตั้งแห่งการกะประมาณราคาตาม ป.พ.พ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 225 ดังนั้นเวลาที่จะกะประมาณราคาเครื่องอุปกรณ์จึงมิใช่เวลาที่จำเลยผิดนัดไม่ ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์คืนโจทก์ตามกำหนด แต่หมายถึงเวลาที่การชำระหนี้คือการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์คืนโจทก์กลายเป็น พ้นวิสัยจะทำได้ เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าการชำระหนี้ดังกล่าวเป็นพ้นวิสัยตั้งแต่เมื่อใด จำเลยจึงต้องรับผิดเสียดอกเบี้ยในราคาทรัพย์ดังกล่าวนับแต่วันฟ้องอันเป็น เวลาที่โจทก์ฟ้องบังคับให้จำเลยชำระหนี้ตามมาตรา 213
-   ผู้ที่จ่ายเงินตามตั๋วแลกเงิน ซึ่งได้ลงลายมือชื่อรับรองตั๋วแล้ว ได้จ่ายเงินไปตามตั๋วให้แก่ผู้รับเงินแล้ว จะใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ผู้สั่งจ่ายไม่ได้ เพราะอยู่ในฐานะเจ้าหนี้ชั้นต้น เหมือนกับผู้สั่งจ่าย (ม.๙๒๗ ม.๙๓๗ )
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6054/2550    แจ้งแก้ไขข้อมูล

การ ที่ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้จ่ายได้ลงลายมือชื่อรับรองในตั๋วแลกเงินจึงเป็นผู้รับรองตาม ป.พ.พ. มาตรา 927 ต้องผูกพันในอันจะจ่ายเงินจำนวนที่รับรองตามเนื้อความแห่งคำรับรองของตนตาม มาตรา 937 ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นอย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่าย จำเลยที่ 1 ไม่ได้อยู่ในฐานะที่มีความผูกพันอยู่แล้วก่อนธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ตามมาตรา 967 วรรคสาม ดังนั้นเมื่อธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ได้จ่ายเงินให้แก่บริษัทโตโยต้ามอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับเงินตามตั๋วแลกเงินทั้ง 92 ฉบับ ไปแล้ว ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) จึงหามีสิทธิไล่เบี้ยเอาแก่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้สั่งจ่ายได้ไม่ เมื่อไม่มีสิทธิไล่เบี้ยแล้ว ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ก็ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องที่จะโอนให้แก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองจะได้สละประเด็นข้อพิพาทข้อนี้ไปแล้ว แต่จำเลยทั้งสองก็มีสิทธิยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง
-   ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไปแล้ว หรือ ทำสัญญาเช่าไปแล้ว เพื่อจะประกอบธุรกิจ หลังทำสัญญาไปแล้ว ปรากฎว่าที่ดินไม่สามารถใช้ประกอบธุรกิจตามเจตนาได้ ดังนี้ผู้จะซื้อ หรือ ผู้เช่าบอกเลิกสัญญานั้นได้ โดยอ้างสำคัญผิดในคุณสมบัติของทรัพย์ ตาม ม.๑๕๗ ย่อมตกเป็นโมฆียะ จึงบอกล้างได้ ตาม ม.๑๗๖ (ฎ.๓๒๘๕/๕๓ )
-   ฎีกานี้บอกว่า ที่ดินที่จะซื้อจะขายกันนี้อยู่ในเขตห้ามก่อสร้าง ผู้จะซื้อไม่ทราบมาก่อน หากรู้มาก่อนก็จะไม่ทำสัญญา เพราะถือเอาคุณสมบัติของที่ตั้งและที่ดินเป็นสำคัญ เมื่อทางการห้ามก่อสร้าง สัญญาจึงตกเป้นโมฆียะ ตาม ม.๑๕๗ ผู้จะซื้อจึงบอกล้างได้ตาม ม.๑๗๖
-   ฎ.๓๑๐๕/๕๓ เป็นเรื่องของผู้เช่า ในสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า ผู้เช่าไม่รู้ว่า ที่ดินนี้ไม่ติดถนน ถ้ารู้มาก่อนก็จะไม่เช่า จึงถือว่าถือเอาคุณสมบัติของทรัพย์ที่เช่าเป็นสำคัญ เมื่อที่ดินไม่ติดถนน จึงบอกล้างได้ตาม ม.๑๗๖ เพราะตกเป็นโมฆียะตาม ม.๑๕๗ เพราะคุณสมบัติไม่ได้ตามประสงค์ในการเช่า
ผู้จำนองชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองจนครบถ้วนแล้ว ถือว่าหนี้ประธานระงับแล้ว และได้แสดงความจำนงไถ่ถอนจำนอง ผู้รับจำนองไม่ยอมให้ไถ่ถอนอ้างว่า ยังมีภาระผูกพันอยู่อีกในฐานะผู้ค้ำประกันอีกไม่ได้ เพราะความรับผิดในฐานะผู้ค้ำฯยังไม่เกิด  ดังนั้นผู้รับจำนองจึงต้องยอมให้ไถ่ถอนจำนอง เพราะหนี้ประธานระงับแล้ว หนี้จำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมระงับตามไปด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 581/2552    แจ้งแก้ไขข้อมูล

สัญญา ค้ำประกันเป็นบุคคลสิทธิซึ่งจำเลยเจ้าหนี้มีสิทธิบังคับเอาแก่โจทก์ผู้ค้ำ ประกันเมื่อ ป. ลูกหนี้ผิดนัดไม่ชำระหนี้ และเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินของโจทก์ผู้ ค้ำประกันก่อนเจ้าหนี้อื่น แตกต่างไปจากสิทธิตามสัญญาจำนองที่ทำขึ้นเพื่อประกันหนี้เงินกู้ของโจทก์ที่ ได้ทำขึ้นในภายหลังและไม่ได้มีข้อความระบุว่าต้องให้โจทก์รับผิดรวมไปถึง ความรับผิดตามสัญญาค้ำประกันด้วย ประกอบกับโจทก์กู้เงินจำเลยเพื่อนำไปซื้อห้องชุดพิพาทแล้วนำมาจำนองไว้แก่ จำเลย แสดงว่าโจทก์มีเจตนาจดทะเบียนจำนองห้องชุดพิพาทเป็นประกันการชำระหนี้เงิน กู้ของโจทก์ที่มีแก่จำเลยเท่านั้น ดังนั้น สัญญาค้ำประกันจึงแยกต่างหากจากสัญญากู้เงินและสัญญาจำนอง นอกจากนี้ขณะที่โจทก์ชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่จำเลยครบถ้วน จำเลยยังไม่ได้ฟ้องโจทก์ให้รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ความรับผิดต่อจำเลยตามสัญญาค้ำประกันจึงยังไม่เกิดขึ้น เมื่อหนี้เงินกู้ของโจทก์อันเป็นหนี้ประธานได้ระงับไปและโจทก์ผู้จำนองแสดง ความจำนงไถ่ถอนจำนองแล้ว จำเลยจะไม่ยอมให้ไถ่ถอนโดยอ้างว่าโจทก์ยังมีภาระผูกพันที่จะต้องชำระหนี้ตาม สัญญาค้ำประกันอยู่อีกหาได้ไม่

ห้างหุ้นส่วนจำกัด มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ก็ตาม ศาลย่อมพิพากษาให้หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด รับผิดชำระหนี้ได้ ไม่ต้องห้าม เนื่องจากหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด มีความรับผิดไม่จำกัด แม้ว่า หจก จะมีทรัพย์สินพอชำระหนี้อยู่แล้วก็ตาม (ฎ.๓๗๕๗/๕๓)
ฎีกานี้บอกว่า ตาม ปพพ ม.๑๐๗๗ (๒) ประกอบ ม.๑๐๘๗ ที่บัญญัติให้หุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด ต้องร่วมกันรับผิดบรรดาหนี้ของห้างหุ้นส่วนไม่จำกัดจำนวน.... ดังนั้น หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดนี้จะอ้างว่าห้างมีทรัพย์สินพอชำระหนี้ จะมาเรียกให้ตนชำระหนี้ไม่ได้ เพราะกฎหมายมิได้ยกเว่นเอาไว้ว่า ถ้า หจก มีทรัพย์สินพอ จะเรียกจาก หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดไม่ได้
บันทึกการเข้า

สายด่วนทนายความ  084-676-4477
ทนายอาสา
ทนายความ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,749


ทนายอาสา ปรึกษาคดีฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 05, 2011, 04:27:19 pm »

หนี้..
ผู้กู้ขอเสนอชำระหนี้แก่ผู้ให้กู้โดยให้ผู้ให้กู้รับโอนทรัพย์จำนองแทนการชำระหนี้ด้วยเงิน ผู้ให้กู้ปฏิเสธการชำระหนี้ กรณีนี้ถือว่าเจ้าหนี้มิได้ผิดนัดตาม ม.๒๐๗ เพราะผู้กู้ปฏิบัติการชำระหนี้ไม่ถูกต้อง ตาม ม.๒๐๘ ว.๑
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8260/2550    แจ้งแก้ไขข้อมูล

จำเลย ค้างชำระหนี้โจทก์ซึ่งเป็นหนี้เงินจำเลยต้องชำระเงินให้แก่โจทก์โดยปราศจาก เงื่อนไขใดๆ เพราะการชำระหนี้จะให้สำเร็จผลเป็นอย่างใด ลูกหนี้จะต้องขอปฏิบัติการชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้เป็นอย่างนั้นโดยตรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 208 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยเสนอชำระหนี้โดยให้โจทก์รับโอนทรัพย์จำนองแทนการชำระหนี้ด้วยเงิน จึงมิใช่เป็นการขอปฏิบัติการชำระหนี้โดยชอบ โจทก์ย่อมมีเหตุผลที่จะปฏิเสธการรับชำระหนี้ได้โจทก์จึงไม่ตกเป็นผู้ผิดนัด ตามมาตรา 207
มาตรา 733 แห่ง ป.พ.พ. เป็นบทบัญญัติสันนิษฐานถึงเจตนาของคู่กรณีโดยเฉพาะ และมิได้เกี่ยวกับศีลธรรมตามที่นิยมกันในหมู่ชนทั่วไปหรือธรรมเนียมประเพณี ของสังคม จึงไม่ใช่บทบัญญัติแห่งกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอัน ดีของประชาชน โจทก์อาจตกลงกับจำเลยเป็นประการอื่นพิเศษนอกเหนือจากที่มาตรา 733 บัญญัติไว้ได้
ทรัพย์ที่ดิน
ที่ดินเดิมก่อนมีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนไม่มีทางออกสู่ถนน ต้องอาศัยที่ดินผู้อื่นออก ต่อมามีการแบ่งแยกจากที่ดินแปลงเดิม เจ้าของที่ดินแปลงเดิมที่แบ่งจะไปขอที่ดินผู้อื่นออกสู่ถนนไม่ได้ เพราะต้องขอได้จากแปลงที่แบ่งเท่านั้น และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายตาม ม.๑๓๕๐ ฎ.๓๗๕๘/๔๓

การได้กรรมสิทธิ์ด้วยการครอบครองปรปักษ์ หมายความรวมถึงที่งอกริมตลิ่งตาม ม.๑๓๐๘ ด้วย เพราะที่ดินที่งอกนั้นเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ได้ครอบครองปรปักษ์ จึงเป็นของที่ดินแปลงนั้น ตาม ม.๑๓๘๒ ประกอบ ม.๑๓๐๘
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4386/2551    แจ้งแก้ไขข้อมูล

โจทก์ ครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบเปิดเผยและเจตนาเป็นเจ้าของเป็นเวลากว่า 10 ปี แม้บ้านของโจทก์จะอยู่นอกเขตที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกซึ่งจดแม่น้ำลพบุรี แต่ที่ดินดังกล่าวเป็นที่งอกริมตลิ่งเป็นส่วนควบกับที่ดินพิพาท โจทก์ย่อมได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382


ค้ำประกัน + หนี้
ผู้ค้ำประกันร่วม ๒ คน คนหนึ่งชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปครบแล้ว ย่อมมีอำนาจไล่เบี้ยแก่ผู้ค้ำฯอีกคนได้ตาม ม.๒๒๙(๓) ประกอบ ม.๒๙๖ และหากว่าผู้ค้ำฯคนนั้นที่ได้ชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ไปแล้ว ไปตกลงกับลูกหนี้เพื่อแปลงหนี้ใหม่ต่อกัน ส่งผลให้ผู้ค้ำอีกคนหลุดพ้นจากควาใมรับผิด ผู้ค้ำฯ จึงไม่อาจไล่เบี้ยแก่ผู้ค้ำอีกคนได้ตาม ม.๒๒๙(๓)
ฎ.๓๕๙/๐๙ , ฎ.๔๕๗๔/๓๖ , ฎ. ๒๑๑๑/๕๑
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2111/2551    แจ้งแก้ไขข้อมูล

เจ้า หนี้ ลูกหนี้ที่ 2 ส. และ ว. ได้ร่วมกันทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 กับโจทก์ จึงต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 และมาตรา 682 วรรคสอง ถ้าเจ้าหนี้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ เจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ชั้นต้นตามมาตรา 693 วรรคหนึ่ง และรับช่วงสิทธิของโจทก์ไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกันได้ตามส่วนเท่าๆ กันตามมาตรา 229 (3) และมาตรา 296 อีกด้วย เมื่อลูกหนี้ที่ 1 และที่ 2 ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดเจ้าหนี้จึงมีสิทธิยื่นคำขอรับชำระหนี้ สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่เบี้ยแก่ลูกหนี้ที่ 1 และที่ 2 ในภายหน้าได้ทั้งจำนวนหรือตามส่วนแล้วแต่กรณี เว้นแต่โจทก์ได้ใช้สิทธิขอรับชำระหนี้ไว้เต็มจำนวนอันมีต่อลูกหนี้ที่ 1 หรือที่ 2 แล้ว ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 101 เมื่อบริษัท พ. ซึ่งเป็นผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องจากโจทก์ได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ ชั้นต้นอันมีต่อลูกหนี้ที่ 1 และได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ค้ำประกันอันมีต่อลูกหนี้ที่ 2 ไว้เต็มจำนวนแล้ว เจ้าหนี้ย่อมไม่มีสิทธิที่จะขอรับชำระหนี้สำหรับจำนวนที่ตนอาจใช้สิทธิไล่ เบี้ยในเวลาภายหน้าต่อลูกหนี้ที่ 2 ได้
เจ้าหนี้และลูกหนี้ที่ 2 ได้ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของลูกหนี้ที่ 1 โดยยอมรับผิดต่อบริษัท ท. อย่างลูกหนี้ร่วม เจ้าหนี้และลูกหนี้ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันร่วมในหนี้รายเดียวกันย่อมต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม กันตาม ป.พ.พ. มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อบทบัญญัติในลักษณะค้ำประกันมิได้กำหนดความรับผิดของผู้ค้ำประกันต่อกัน ไว้จึงต้องใช้หลักทั่วไปตามมาตรา 229 และมาตรา 296 การที่บริษัท ท. ยอมรับการชำระหนี้จากลูกหนี้ที่ 2 เป็นเงิน 500,000 บาท และปลดหนี้ให้โดยการถอนฟ้องเฉพาะลูกหนี้ที่ 2 คงเป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้เพียงเท่าส่วนของลูกหนี้ที่ 2 ที่ได้ปลดไปเท่านั้น ส่วนลูกหนื้ที่ 2 ไม่ต้องรับผิดต่อบริษัท ท. อีกต่อไป เพราะหนี้ส่วนที่เหลือสำหรับลูกหนี้ที่ 2 ระงับไปแล้วตามมาตรา 340 ดังนั้นหากต่อมาเจ้าหนี้ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ท. ไปเพียงใดก็ไม่อาจใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาแก่ลูกหนี้ที่ 2 ได้อีกต่อไป เจ้าหนี้จึงไม่อาจขอรับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 ได้
บันทึกการเข้า

สายด่วนทนายความ  084-676-4477
ทนายอาสา
ทนายความ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,749


ทนายอาสา ปรึกษาคดีฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 05, 2011, 04:27:44 pm »

นิติกรรม
การขู่ว่าหากไม่ทำสัญญากู้ไว้ให้จะดำเนินคดีอาญา ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ ตาม ม.๑๖๕ เพราะเป็นการขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม และการแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือ ก็มีผลบังคับหาก หากปรากฎว่ามิได้ทำการขืนใจลูกหนี้
ฎ.๕๔๒๖/๕๓  บุตรจำเลยเอารถของโจทก์ไปจำนำ ๓ คันแล้ว โจทก์แจ้งความไว้แล้ว ต่อมาโจทก์บอกจำเลยให้ทำสัญญากู้เท่ากับราคารถที่บุตรจำเลยเอาไปจำนำ ถ้าไม่ทำสัญญากู้จะแจ้งความเอาผิด เป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยมตาม ม.๑๖๕ ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ และการที่จำเลยมิได้เป็นลูกหนี้โจทก์ ยอมแปลงหนี้ใหม่โดยเปลี่ยนตัวลูกหนี้ ย่อมบังคับได้แม้ไม่ได้ทำเป็นหนังสือ ตาม ม.๓๕๐


เช่าทรัพย์
ผู้ให้เช่าฟ้องเรียกค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ ค่าขาดราคาเมื่อนำรถที่เช่าออกขาย ค่าเบี้ยประกัน ค่าอภาษีที่ชำระแทนไป ทั้งนี้จำนวนเงินที่เรียกร้องดังกล่าวนี้ไม่อยู่ในบังคับตาม ม.๕๖๓ ( ๖ เดือน)  ฎ.๖๗๓๔/๕๓
ฎ.๖๗๓๔/๕๓ กำหนดอายุความตาม ม.๕๖๓ คือ ผู้ให้เช่าฟ้องผู้เช่าให้รับผิดเพราะผู้เช่าฝ่าฝืนต่อหน้าที่ตามสัญญาเช่า แต่ค่าขาดประโยชน์จากการใช้ทรัพย์ ค่าขาดราคาเมื่อนำรถที่เช่าออกขาย ค่าเบี้ยประกัน ค่าอภาษีที่ชำระแทนไป เป็นการฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายตามสัญญาเช่า ไม่ใช่เป็นการเรียกร้องค่าเสียหายเพราะผู้เช่าฝ่าฝืนต่อหน้าที่ จึงไม่อยู่ในอายุความ ตาม ม.๕๖๓
จำเลยจึงต้องส่งมอบรถที่เช่าคืนในสภาพเรียบร้อยตาม ม.๕๖๑
ค้ำประกัน
การผ่อนเวลาตาม ม.๗๐๐ คือ เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องให้ลูกหนี้ชำระหนี้ก่อนระยะเวลาที่ผ่อนเวลานั้นไม่ได้เลย
หากผู้ค้ำฯมิได้ตกลงผ่อนเวลาด้วย ผู้ค้ำฯก็หลุดพ้นจากความรับผิด แต่อย่างไรก็ตาม การผ่อนเวลานี้ไม่ใช่เกี่ยวด้วยความสงบฯ ดังนั้นคู่สัญญาตกลงกันได้ว่าผู้ค้ำยอมผ่อนเวลา ดังนั้นเจ้าหนี้ผ่อนเวลาโดยมีข้อตกลงยอมผ่อนจากผู้ค้ำ ผู้ค้ำก็ไม่หลุดพ้น
อนึ่ง การที่เจ้าหนี้ไม่เรียกร้องให้ชำระหนี้ภายในกำหนด ไม่ถือว่าเจ้าหนี้ยอมผ่อนเวลาให้ตาม ม.๗๐๐




นิติกรรม
ผู้ขายรับเงินมัดจำค่าซื้อท่ดินจากผู้ซื้อ หากใบรับเงินมัดจำมีข้อตกลงว่าจะทำสัญญาจะซื้อจะขายกันอีก การรับเงินมัดจำนั้นเป็นเพียงหลักฐานการรับเงินไว้เท่านั้น เพราะเนื่องจากคู่สัญญาประสงค์จะทำสัญญากันเป็นหนังสือภายหลัง จึงต้องด้วย ม.๓๖๖ ว.สอง คือทั้งสองมุ่งหมายจะทำสัญญาต่อกันเป็นหนังสือเมื่อยังไม่ทำสัญญาเป็นหนังสือ สัญญาจึงไม่เกิด เงินมัดจำที่รับไว้ต้องส่งคืน ฐานลาภมิควรได้ตาม ม.๔๐๖ (ฎ.๒๒๒๔/๕๓)
บันทึกการเข้า

สายด่วนทนายความ  084-676-4477
ทนายอาสา
ทนายความ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,749


ทนายอาสา ปรึกษาคดีฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: กันยายน 05, 2011, 04:28:08 pm »

ค้ำประกัน..
การที่เจ้าหนี้คืนโฉนดแก่ลูกหนี้ไป ไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นตาม ม.๖๙๗ เพราะโฉนดเป็นเพียงหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์เท่านั้น โดยเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเหนือโฉนดใดๆตามกฎหมายผู้ค้ำฯ จึงไม่หลุดพ้น ตาม ม.๖๙๗
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2718/2515    แจ้งแก้ไขข้อมูล

สิทธิ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 697 เป็นสิทธิที่ให้อำนาจแก่เจ้าหนี้เหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ เช่น การจำนอง จำนำ หรือบุริมสิทธิ โฉนดเป็นเพียงเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในตัวทรัพย์ ลูกหนี้มอบโฉนดให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้จึงไม่ทำให้เจ้าหนี้มีสิทธิใดๆ ในตัวทรัพย์คือที่ดินตามโฉนดนั้น การที่เจ้าหนี้คืนโฉนดให้แก่ลูกหนี้ไป จึงไม่เป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันพ้นความรับผิดไปได้ (อ้างฎีกาที่ 631/2474)
การ ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ ในฐานที่จำเลยที่ 2 เป็นผู้แพ้คดีแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา161 นั้น จำเลยที่ 2 ผู้ค้ำประกันจะอ้างเหตุที่โจทก์ไม่ทวงถามก่อนฟ้อง ขึ้นเป็นข้อยกเว้นความรับผิดเพื่อค่าฤชาธรรมเนียมความซึ่งลูกหนี้จะต้องใช้ ให้แก่เจ้าหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 684 หาได้ไม่


ทรัพย์
เจ้าของรวมจะใช้สิทธิขัดกับสิทธิของเจ้าของรวมคนอื่นไม่ได้ ตาม ม.๑๓๖๐ เมื่อเจ้าของรวมคนหนึ่งอนุญาตให้บุคคลภายนอกปลูกอาคารบนที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์รวมโดยเจ้าของรวมคนอื่นไม่ยินยอมด้วยไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7662/2546    แจ้งแก้ไขข้อมูล

โจทก์ ป.น. และ ศ. ยังไม่มีการแบ่งแยกการครอบครองออกเป็นส่วนสัดในที่ดินกรรมสิทธิ์รวม แต่การใช้ทรัพย์สินกรรมสิทธิ์รวมของ ศ. ต้องเป็นการใช้ทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของตนเอง การที่ ศ. อนุญาตให้จำเลยใช้ที่ดินปลูกบ้าน นอกจากจะมิใช่เป็นการใช้ทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของตนเองตามสภาพปกติแล้วยัง เป็นการใช้ที่ขัดต่อสิทธิแห่งเจ้าของรวมคนอื่น ๆ จึงไม่มีสิทธิทำได้ โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทได้

นิติกรรม
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่มิได้ระบุเนื้อที่ไว้แน่นอน หากขาดหรือเกินก็จะชำราคาตามที่ได้รับวัดจริง แม้ว่าต่อมาภายหลังเนื้อที่จะขาดไปน้อยกว่าร้อยละ ๕ ตาม ม.๔๖๖ ผู้จะซื้อก็ไม่อาจปฏิเสธหรือบอกล้างนิติกรรมซื้อขายได้ อีกทั้งในสัญญาก็มิได้ให้สิทธิผู้จะซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ดังนั้นผู้จะซื้อจึงบอกเลิกสัญญานี้ไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4390/2547    แจ้งแก้ไขข้อมูล

แม้ สัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.8 จะระบุเนื้อที่ดินที่จะซื้อจะขายกันจำนวน 31 ไร่ 3 งาน 4 ตารางวา แต่ได้มีการบันทึกเพิ่มเติมในหมายเหตุว่า ผู้จะขายจะต้องทำการรังวัดสอบเขตใหม่ ได้เนื้อที่จริงเท่าใดให้คิดกันตามเนื้อที่ที่รังวัดได้ใหม่ ถ้าได้เนื้อที่มากหรือน้อยกว่าในโฉนดให้คิดในราคาไร่ละ 350,000 บาท ซึ่งเป็นการจะซื้อจะขายที่ดินคิดราคาตามเนื้อที่ที่รังวัดได้จริง มิใช่การจะซื้อจะขายที่ดินที่ระบุจำนวนเนื้อที่ดินไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 466 แม้รังวัดที่ดินพิพาทจะมีเนื้อที่น้อยกว่าเกินร้อยละห้าของเนื้อที่ดินใน โฉนด ก็ไม่อาจใช้สิทธิเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. มาตรา 466
บันทึกการเข้า

สายด่วนทนายความ  084-676-4477
ทนายอาสา
ทนายความ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,749


ทนายอาสา ปรึกษาคดีฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: กันยายน 05, 2011, 04:28:31 pm »

เช่าทรัพย์
คำมั่นว่าจะให้เช่าที่ผู้ให้เช่าบอกด้วยวาจากับผู้เช่า และผู้เช่าตอบรับแล้ว ตราบใดที่ยังมิได้ทำเป็นหนังสือก็จะบังคับกันไม่ได้ตาม ม.๕๓๘  เมื่อผู้ให้เช่าฟ้องขับไล่ผู้เช่าออกจากทรัพย์ที่เช่า ผู้เช่าจะอ้างคำมั่นที่ไม่ทำเป็นหนังสือและไม่ยอมออกจากที่พิพาทไม่ได้
.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7386/2548    แจ้งแก้ไขข้อมูล

จำเลย มิได้ให้การว่า สัญญาเช่าระหว่างโจทก์กับจำเลยมีลักษณะเป็นสัญญาต่างตอบแทนยิ่งกว่าการเช่า ธรรมดา การที่จำเลยเพิ่งหยิบยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่า กันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์อันเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง
คำมั่นที่โจทก์จะให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทภายหลังสัญญาเช่าครบกำหนดเวลาแล้ว เป็นเพียงคำมั่นด้วยวาจาและอยู่นอกเหนือจากข้อตกลงตามสัญญาเช่าเดิมซึ่ง โจทก์รับโอนกรรมสิทธิ์ในตึกแถวพิพาทอันเป็นทรัพย์สินที่เช่ามาจากมารดาโจทก์ ซึ่งเป็นผู้ให้เช่า แม้จำเลยจะสนองรับคำมั่นนั้นก่อนครบกำหนดสัญญาเช่าเดิมและเกิดเป็นสัญญาเช่า ใหม่ แต่คราบใดที่โจทก์ยังมิได้ทำหลักฐานการเช่าตึกแถวพิพาทใหม่เป็นหนังสือลงลาย มือชื่อโจทก์ผู้ต้องรับผิดเป็นสำคัญ จำเลยย่อมไม่อาจขอให้บังคับโจทก์ต้องยอมให้จำเลยเช่าตึกแถวพิพาทต่อไปได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยเมื่อสัญญาเช่าครบกำหนดเวลาเช่า



จำนอง
ผู้รับโอนทรัพย์ที่จำนอง ไม่ใช่คู่สัญญากับเจ้าหนี้จำนอง เมื่อขายทรัพย์จำนองไม่พอชำระหนี้แม้ว่าจะมีข้อความยกเว้น ม.๗๓๓ ผู้รับโอนก็ไม่ต้องรับผิดตามสัญญานั้น เพราะไม่ใช่คู่สัญญา
.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4105/2548    แจ้งแก้ไขข้อมูล

การ ขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองมีทั้งการขายโดยปลอดจำนอง และการขายโดยจำนองติดไป หากเป็นการขายทอดตลาดโดยปลอดจำนอง เจ้าหนี้จำนองย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากเงินที่ขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ จำนองก่อนเจ้าหนี้รายอื่น ส่วนการขายทอดตลาดโดยจำนองติดไป ผู้รับจำนองยังมีสิทธิได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนอง โดยบังคับจำนองเอาแก่ผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองตามมาตรา 735 เมื่อจำเลยเป็นเพียงผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองโดยการซื้อทรัพย์สินที่จำนอง จากการขายทอดตลาด มิใช่คู่สัญญาตามสัญญาจำนอง จำเลยจึงเป็นบุคคลภายนอก ย่อมไม่ต้องรับผิดตามสัญญาจำนองและสัญญาต่อท้ายสัญญาจำนองที่ยอมให้บังคับ ชำระหนี้จากทรัพย์สินอื่นที่มิใช่ทรัพย์สินที่จำนอง แม้โจทก์ผู้รับจำนองชอบที่จะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่จำนองโดยมิพัก ต้องพิเคราะห์ว่ากรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะได้โอนไปยังบุคคลภายนอกแล้วหรือไม่ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702 วรรคสอง แต่จำเลยผู้รับโอนทรัพย์สินที่จำนองก็มีหน้าที่เพียงปลดเปลื้องภาระจำนอง ด้วยการไถ่ถอนจำนอง ตามบทบัญญัติในบรรพ 3 ลักษณะ 12 หมวด 5 แห่ง ป.พ.พ. เท่านั้น ดังนั้น จำเลยจึงไม่ต้องชำระหนี้ตามสัญญาจำนองแก่โจทก์ และหากการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่จำนองได้เงินสุทธิไม่พอ จำเลยก็ไม่ต้องรับผิดแก่โจทก์อีก


ยืม รับช่วงสิทธิ
ผู้ยืมไม่มีหน้าที่ต้องชำระค่าเสียหายแก่ผู้ให้ยืม หากไม่ได้ทำการฝ่าฝืน ม.๖๔๓ การที่มีบุคคลภายนอกมาทำละเมิดรถที่ยืมเสียหาย เมื่อผู้ยืมชดใช้ค่าซ่อมแล้ว จะมาไล่เบี้ยกับบุคคลภายนอกไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจจะเรียกได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2766/2551    แจ้งแก้ไขข้อมูล

เหตุ ละเมิดที่เกิดขึ้นแก่รถยนต์ที่โจทก์ยืมมาจากมารดาโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของ เนื่องจากความผิดของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่รับจ้างกรมทางหลวงจำเลยที่ 1 ก่อสร้างถนนโจทก์ในฐานะผู้ยืมจึงไม่ต้องรับผิดต่อเจ้าของทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 643 แม้โจทก์จะซ่อมรถยนต์เรียบร้อยแล้ว โจทก์ก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะรับช่วงสิทธิของเจ้าของทรัพย์ที่จะเรียกร้องให้ ห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการรับผิดได้ เพราะการรับช่วงสิทธิจะมีได้ต่อเมื่อผู้รับช่วงสิทธิมีหนี้อันจะต้องรับผิด ต่อเจ้าหนี้คือเจ้าของ เมื่อโจทก์ไม่ใช่ผู้รับช่วงสิทธิ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
บันทึกการเข้า

สายด่วนทนายความ  084-676-4477
ทนายอาสา
ทนายความ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,749


ทนายอาสา ปรึกษาคดีฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: กันยายน 05, 2011, 04:28:52 pm »

หุ้นส่วนบริษัท
เงินค่าหุ้นที่ค้างชำระ ผู้ถือหุ้นจะชำระเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากเงินเท่านั้นตาม ม.๑๑๑๙ และจะหักหนี้กับบริษัทไม่ได้ตาม ว.สอง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2359/2544    แจ้งแก้ไขข้อมูล

การ ส่งใช้เงินค่าหุ้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1119,1120 และ 1221 กำหนดให้ต้องส่งใช้เป็นเงินเท่านั้น โดยกรรมการของบริษัทจะเป็นผู้เรียกเก็บเงินค่าหุ้นตามวิธีการบอกกล่าวล่วง หน้าด้วยจดหมายส่งลงทะเบียนไปรษณีย์เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏหลักฐานว่า จำเลยได้มีจดหมายส่งลงทะเบียนบอกกล่าวเรียกเก็บเงินค่าหุ้นไปยังผู้ร้อง หรือผู้ถือหุ้นรายอื่น ๆแต่อย่างใด ที่ผู้ร้องอ้างว่า เมื่อจำเลยเรียกเก็บเงินค่าหุ้นจึงได้มีการตกลงกันภายในระหว่างสองบริษัทว่า "หนี้ค่าหุ้นที่ทวงถามไปนั้น บริษัทจำเลยขอให้บริษัทผู้ร้องชำระค่าหุ้นที่เหลือเป็นวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง แทนการชำระเป็นเงิน" ข้อตกลงดังกล่าวหากมีจริงก็ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมตั้งบริษัทข้อตกลง ที่ผู้ร้องอ้างจึงไม่มีผลผูกพันจำเลย นอกจากนี้ในส่วนงบดุลและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของจำเลยกฎหมายก็ให้ สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นพยานหลักฐานอันถูกต้องตามข้อความที่ได้บันทึกไว้ นั้นทุกประการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1024จึงเป็นหน้าที่ของผู้ร้องที่จะต้องนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานของกฎหมาย ดังกล่าว หาใช่ว่าผู้คัดค้านมีหน้าที่ต้องนำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องค้างชำระค่าหุ้นดัง ที่ผู้ร้องฎีกาไม่ พยานหลักฐานของผู้ร้องจึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ร้องชำระค่าหุ้นที่ค้างชำระให้ แก่จำเลยแล้ว


หนี้และการจ่ายเงินซึ่งผู้เริ่มก่อการบริษัทก่อขึ้น ต่อมาจดทะเบียนบริษัทแล้ว ผู้เริ่มก่อการบริษัท ไม่ต้องรับผิดต่อบริษัท หากต่อมาบริษัทไดให้สัตยาบันกับหนี้ที่ผู้เริ่มก่อการได้ก่อให้เกิดขึ้นนั้นแล้ว ม.๑๑๑๓
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 503/2537    แจ้งแก้ไขข้อมูล

ในขณะอ.และจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เริ่มก่อการของบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ร่วมกันว่าจ้างโจทก์ออกแบบตกแต่งภายในสำนักงานสาขาของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ยังไม่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เมื่อจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วได้ใช้สถานที่ซึ่งโจทก์ออกแบบตกแต่งภายในนั้น เป็นสำนักงานของจำเลยที่ 1 แสดงให้เห็นว่าที่ประชุมตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 ได้ให้สัตยาบันสัญญาว่าจ้างที่จำเลยที่ 2 ได้ทำไว้กับโจทก์ สัญญาว่าจ้างดังกล่าวจึงผูกพันจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อจำเลยที่ 1จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว จึงพ้นความรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1113 จำเลยที่ 1 ต้องชำระเงินค่าว่าจ้างให้โจทก์


หจก
หุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิด จะโอนหุ้นของตนให้ผู้อ่นโดยไม่ได้รับความยินยอมก็ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5562/2538    แจ้งแก้ไขข้อมูล

บท บัญญัติตามมาตรา 1080 และมาตรา 1040แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นกรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้น ส่วนสามัญจะโอนหุ้นของตนให้บุคคลภายนอกหรือชักนำบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นหุ้น ส่วน โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นทั้งหมดไม่ได้ ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวย่อมนำมาใช้กับห้างหุ้นส่วนจำกัดด้วยโดยอนุโลมสำหรับ ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดที่จะโอนหุ้นของตนให้บุคคลภายนอกโดย ไม่ได้รับความยินยอมจาก ผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นไม่ได้ แต่สำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดนั้นอาจโอนหุ้นให้แก่บุคคลภาย นอกได้โดยลำพัง ไม่ต้องได้รับความยินยอมจากผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นตามที่มาตรา 1091 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ ซึ่งเป็นกรณีเฉพาะเรื่องการโอนหุ้นเท่านั้นเพราะผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัด ความรับผิดมีสิทธิอำนาจหน้าที่และความรับผิดจำกัด และเนื่องจากมีสิทธิอำนาจหน้าที่ และความรับผิดจำกัดนี้เองคุณสมบัติของผู้ที่จะเข้าเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัด ความรับผิดจึงมิใช่สาระสำคัญ และการเป็นหุ้นส่วนจำพวกดังกล่าวไม่เป็นการเฉพาะตัว ทั้งการโอนหุ้นดังกล่าวก็หาใช่การเปลี่ยนแปลงข้อสัญญาเดิม แห่งห้างหุ้นส่วนหรือประเภทแห่งกิจการตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1032 ไม่ เมื่อการโอนหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดตามที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1091 โดยปราศจากความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนคนอื่นก็อาจโอนได้ คำเบิกความของ ว. ที่ว่า จำเลยที่ 2หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1ไม่อาจโอนหุ้นได้โดยขาดความยินยอมของผู้เป็นหุ้นส่วนอื่นย่อมเป็นเพียงความ เห็นของพยาน จึงหาจำต้องหยิบยกคำเบิกความของ ว. มาวินิจฉัยให้โดยเฉพาะอีกไม่เพราะที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์ที่ 1 เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดจะโอนหุ้นของตนโดยปราศจากความยินยอมของผู้ เป็นหุ้นส่วนอื่นก็โอนได้ เท่ากับศาลอุทธรณ์ ได้วินิจฉัยปัญหานี้โดยไม่เห็นด้วยกับคำเบิกความของ ว. ดังกล่าวอยู่ในตัวแล้ว ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัดจำเลยที่ 1 จึงเป็นหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่จะต้องดำเนินการขอจดทะเบียน แก้ไขเพิ่มเติมรายชื่อผู้ถือหุ้นให้ถูกต้อง
บันทึกการเข้า

สายด่วนทนายความ  084-676-4477
ทนายอาสา
ทนายความ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,749


ทนายอาสา ปรึกษาคดีฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: กันยายน 05, 2011, 04:29:14 pm »

หนี้
การโอนสิทธิเรียกร้องโดยไม่ได้รับความยินยอมจากลูกหนี้หรือไม่ได้บอกกล่าวไปยังลูกหนี้ ก็ถือว่ามีผลบังคับได้ตาม ม.๓๐๓ ม.๓๐๖
เพียงแต่ลูกหนี้มีข้อต่อสู้กับเจ้าหนี้หรือไม่เป็นอีกกรณีหนึ่ง โดยไม่ทำให้การโอนที่ถูกต้องเสียไป
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5561 - 5567/2530    แจ้งแก้ไขข้อมูล

จำเลย เป็นเจ้าหนี้ค่าก่อสร้างถนนของกรุงเทพมหานครลูกหนี้ได้โอนหนี้หรือสิทธิ เรียกร้องเงินค่าก่อสร้างดังกล่าวให้ผู้ร้องโดยทำเป็นหนังสือและผู้ร้องได้ ส่งคำบอกกล่าวแจ้งการโอนไปยังกรุงเทพมหานครเป็นหนังสือแล้ว จึงต้องด้วยแบบพิธีสำหรับการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์มาตรา 306ทุกประการ การโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างจำเลยกับผู้ร้องเป็นอันสมบูรณ์ สิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่การโอนย่อมหลุดจากจำเลยไปสู่ผู้ร้องแล้ว และย่อมใช้ยันกรุงเทพมหานครลูกหนี้ และใช้ยันโจทก์ลูกจ้างของจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้โดยไม่ต้องพิจารณาว่า กรุงเทพมหานครลูกหนี้จะได้ยินยอมในการโอนนั้นด้วยหรือไม่ โจทก์หามีสิทธิอายัดสิทธิเรียกร้องเงินดังกล่าวไม่
ข้อ ความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 ที่ว่า'ได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้หรือลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอน นั้น' กฎหมายต้องการเพียงประการใดประการหนึ่งเท่านั้นไม่ได้ต้องการให้ประกอบกัน ทั้งสองประการจึงจะถือว่าการโอนสมบูรณ์และใช้ยันลูกหนี้กับบุคคลภายนอกได้ ที่บัญญัติว่า ลูกหนี้จะได้ยินยอมด้วยในการโอนนั้นเป็นกรณีที่ใช้ประกอบกับมาตรา 308 ซึ่งมีความหมายว่าหากลูกหนี้ยินยอมโดยมิได้อิดเอื้อนแล้วย่อมทำให้ลูกหนี้ หมดสิทธิที่จะยกข้อต่อสู้อันตนมีอยู่ต่อเจ้าหนี้มาใช้แก่ผู้รับโอน แต่หาทำให้การโอนสิทธิเรียกร้องที่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขประการแรกตกเป็นอัน ไม่สมบูรณ์ด้วยการที่ลูกหนี้ไม่ยินยอมไม่.
ฎ.๗๙๙/๑๔๔๑ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า หลังจากที่โจทก์ทำสัญญาให้จำเลยเช่าที่ดินจากโจทก์ตามฟ้องแล้ว ต่อมาโจทก์ได้ทำหนังสือตามเอกสารท้ายคำให้การจำเลยหมายเลข 2 ซึ่งระบุว่าเป็นหนังสือโอนสิทธิเรียกร้องโดยระบุให้เรียกคู่สัญญาในหนังสือดังกล่าวระหว่างโจทก์กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สาขาถนนสวรรค์วิถี นครสวรรค์ ว่า “ผู้โอน” และ “ผู้รับโอน” ตามลำดับ เนื้อหาภายในหนังสือดังกล่าวระบุว่าผู้โอนซึ่งเป็นผู้ให้เช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ขอโอนสิทธิการรับค่าเช่าจากจำเลยตามสัญญาเช่าในแต่ละเดือนให้แก่ผู้รับโอนเป็นผู้รับเงินจำนวนดังกล่าว โดยผู้โอนขอรับรองว่า ผู้รับโอนมีสิทธิสมบูรณ์เสมือนผู้โอนทุกประการ ทั้งมีการแจ้งการโอนเป็นหนังสือให้แก่จำเลยและจำเลยได้ตอบรับเป็นหนังสือ ตามเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 2 แผ่นที่ 2, 3 และเอกสารท้ายคำให้การหมายเลข 3 ตามลำดับ หนังสือโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวลงวันที่ 29 มิถุนายน 2538 โอนสิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินตามสัญญาระหว่างโจทก์กับจำเลยลงวันที่ 27 กรกฎาคม 2537 ซึ่งก็คือสัญญาเช่าที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นคดีนั่นเอง จึงถือว่าโจทก์และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ได้ปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 วรรคหนึ่ง และมาตรา 306 บัญญัติไว้แล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์ในการรับเงินค่าเช่าจึงตกเป็นของธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ตั้งแต่นั้นหาใช่เป็นเรื่องที่โจทก์มอบอำนาจให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับเงินค่าเช่าแทนโจทก์ดังที่โจทก์ฎีกาไม่ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินค่าเช่าแก่โจทก์
          ส่วนที่โจทก์ฎีกาต่อไปว่า ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยและพิพากษายกฟ้องไปในรายงานกระบวนพิจารณาไม่ใช่เป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดี เพราะไม่ได้ทำในรูปของคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นได้สอบถามข้อเท็จจริงจากคู่ความเมื่อเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายในเรื่องอำนาจฟ้องของโจทก์ได้แล้ว จึงได้วินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 แล้ว ถือได้ว่าศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีและให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยทั้งปวงไว้ชัดเจนแล้ว แม้จะได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นแห่งคดีไว้ในรายงานกระบวนพิจารณา ก็ไม่ทำให้คำพิพากษาคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงและไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ยกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้ว”
          พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
บันทึกการเข้า

สายด่วนทนายความ  084-676-4477
หน้า: [1] 2 |   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.12 วินาที กับ 19 คำสั่ง