ปรึกษาฟรี 084-6764477 ปรึกษากฎหมายฟรี คุยกับทนายความฟรี สายตรงทนายความ ปรึกษาทนายฟรี ปรึกษาคดีความ ปรึกษาคดีฟรี ทนายอาสา ว่าความ สายด่วนทนายความ ทนายความใจดี ทนายชาวบ้าน ทนายคนจน ทนายศาล ทนายคลายทุกข์ ทนายขอแรง ทนายความสมุทรปราการ ทนายมืออาชีพ ทนายศาล ทนายจิตอาสา บริการทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี ปรึกษาภาษี วางระบบบัญชี
ธันวาคม 14, 2017, 01:31:35 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ปรึกษาทนายฟรี 084-676-4477 ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ทนายอาสา ทนายขอแรง ทนายคลายทุกข์ ทนายชาวบ้าน ทนายใจดี ทนายคนจน ปรึกษาคดีความฟรี คุยกับทนายความใจดี ทนายศาล ทนายมืออาชีพ หาทนายฟรี ทนายตั้งใจทำงาน สายด่วนทนาย สายตรงทนาย ทนายคุณธรรม ทนายเก่งๆ ทนายจิตอาสา ปรึกษาคดีความ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: 1 [2] |   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ฎีกาน่าสนใจ สำหรับผู้ที่จะสอบเนติฯในสมัยที่ ๑/๖๔ นี้  (อ่าน 17746 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ทนายคลายทุกข์
ยินดีต้อนรับ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,917


ทนายอาสา ทนายฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: กันยายน 16, 2011, 01:33:14 pm »

จำนอง
ผู้จำนองซึ่งมิใช่ลูกหนี้ จะอ้างสิทธิตาม ม.๖๘๘ ๖๘๙ ๖๙๐ โดยเกี่ยงให้เจ้าหนี้บังคับชำระหนี้เอาจากตัวลูกหนี้ก่อน.... ไม่ได้
เพราะ ผู้จำนอง เป็นการเอาทรัพย์จำนองตราไว้เป็นประกัน ซึ่งค้ำฯด้วยทรัพย์ มิใช่ค้ำฯด้วยตัวบุคคล ดังนั้นผู้จำนองจะอ้างสิทธิตาม มาตราดังกล่าวเกี่ยวให้เจ้าหนี้บังคับเอาจากลูกหนี้ก่อน ไม่ได้ เพราะจำนองต้องบังคับตามกฎหมายว่าด้วยจำนอง
-   กรณีผู้จำนองไม่ใช่ลูกหนี้ ตาม ม.๗๐๙ การบอกกล่าวบังคับจำนอง ต้องบอกกล่าวกับผู้จำนองเท่านั้น โดยไม่ต้องบอกกล่าวกับตัวลูกหนี้แต่อย่างใด
-   การเอาทรัพย์จำนองตีใช้หนี้แก่ผู้รับจำนอง หลัง หนี้ถึงกำหนดชำระแล้ว ย่อมไม่ขัดต่อ ม.๗๑๑ เพราะเกิดขึ้นหลังจากหนี้ถึงกำหนดแล้ว และการเอาทรัพย์จำนองตีใช้หนี้นั้น ไม่ตกอยู่ในบังคับ ม.๗๓๓ ดังนั้นลูกหนี้จึงต้องรับผิดในส่วนที่ยังขาดอยู่อีก เพราะมิใช่เป็นการบังคับจำนองตาม ม.๗๒๘ และ ไม่ใช่กรณีเอาทรัพย์จำนองหลุดตาม ม.๗๒๙  และการเอาทรัพย์จำนองใช้หนี้นั้น เป็นการชำระหนี้อย่างอื่น ตาม ม.๓๒๑ หนี้ระงับไปเฉพาะจำนวนที่ตกลงกันเท่านั้น ส่วนที่ยังขาดอยู่ยังหาระงับสิ้นไป ฎ.๓๐๐/๒๕๐๖ , ฎ.๗๐๗/๒๕๐๖ , ฎ.๑๕๑๐/๔๒


หุ้นส่วนบริษัท
บุคคลผู้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจำกัด จะต้องรับผิดในหนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วย ตามมาตรา ๑๐๕๒ ม.๑๐๘๐ ม.๑๐๘๗
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5414/2534    แจ้งแก้ไขข้อมูล

เช็ค พิพาททั้ง 2 ฉบับ เป็นเช็คสั่งจ่ายแก่ผู้ถือและโจทก์เป็นผู้รับเช็คนั้นไว้ในความครอบครอง ย่อมถือได้ว่าโจทก์เป็นผู้ทรงเช็คนั้นโดยชอบ มีอำนาจที่จะฟ้องบุคคลผู้ลงลายมือชื่อในเช็คพิพาทให้รับผิดต่อโจทก์ได้ตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900ประกอบด้วยมาตรา 989 แม้โจทก์จะนำเงินจากบิดาโจทก์มารับแลกเช็คพิพาทก็หาเป็นเหตุที่จำเลยที่ 1 จะยกขึ้นอ้างเพื่อให้พ้นความรับผิดได้ไม่ เช็คพิพาทเป็นเช็คของจำเลยที่ 1 ขณะที่จำเลยที่ 2ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 ได้โดยไม่ต้องประทับตราของจำเลยที่ 1และจำเลยที่ 1 ไม่มีข้อจำกัดอำนาจของผู้จัดการไว้ การที่จำเลยที่ 2สั่งจ่ายเช็คพิพาททั้ง 2 ฉบับเป็นการกระทำโดยมีอำนาจภายในขอบวัตถุประสงค์ของจำเลยที่ 1 ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ จึงมีผลผูกพันจำเลยที่ 1 แม้ลายมือชื่อผู้สั่งจ่ายร่วมกับจำเลยที่ 2 ในเช็คพิพาทจะเป็นลายมือชื่อปลอมของจำเลยที่ 3 แต่ไม่กระทบกระทั่งถึงความสมบูรณ์แห่งลายมือชื่ออื่น ๆ ในตั๋วเงินนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1006 เช็คพิพาทจึงยังเป็นเช็คที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามเช็คพิพาท แม้จะเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนจำเลยที่ 3 เข้ามาเป็นผู้จัดการของจำเลยที่ 1แต่จำเลยที่ 3 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1052 ประกอบด้วยมาตรา 1080 และมาตรา 1087 การที่จำเลยที่ 4 ผู้รับประกันด้วยอาวัลในเช็คพิพาทซึ่งต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์อยู่แล้วได้ออก เช็คฉบับใหม่แก่โจทก์ หาใช่เป็นการแปลงหนี้ใหม่ไม่ แต่เป็นการชำระหนี้ด้วยตั๋วเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 321 วรรคสาม ซึ่งหนี้จะระงับสิ้นไปต่อเมื่อได้ใช้เงินตามเช็คฉบับใหม่แล้ว เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์เรียกเก็บเงินตามเช็คฉบับใหม่ได้หรือไม่ หนี้ตามเช็คพิพาทจึงยังไม่ระงับไป ปัญหาที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกาว่าโจทก์คบคิดกับจำเลยที่ 4ฉ้อฉลจำเลยที่ 1 และที่ 3 และปัญหาว่าลายมือชื่อของจำเลยที่ 3เป็นลายมือชื่อปลอม การสั่งจ่ายเช็คพิพาทของจำเลยที่ 2 จึงผิดไปจากข้อตกลงกับธนาคาร จำเลยที่ 1 และที่ 3 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น จำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3754/2538    แจ้งแก้ไขข้อมูล

จำเลย ที่ 1 มิได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี และจำเลยที่ 4 มิได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้ทำสัญญาค้ำประกัน ถือว่าจำเลยที่ 1 รับว่าทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชี และจำเลยที่ 4 ทำสัญญาค้ำประกันแล้ว จึงไม่ต้องนำเอกสารดังกล่าวมารับฟังเป็นพยานหลักฐาน ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าเอกสารดังกล่าวทั้งสองฉบับปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่
ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งระบุว่ากรรมการ?ผู้มีอำนาจกระทำ การแทนนิติบุคคลโจทก์จะต้องมาเบิกความเป็นพยานด้วย เมื่อ?โจทก์นำพยานที่รู้เห็นเกี่ยวข้องมาสืบประกอบพยานเอกสารฟังได้ตามฟ้อง ของ?โจทก์แล้ว ก็ไม่จำต้องนำสืบกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์อีก
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1087 ห้างหุ้นส่วนจำกัดต้องให้แต่เฉพาะผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด เท่านั้นเป็นผู้จัดการ จำเลยที่ 2 ?เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงเป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด และ?ตามมาตรา 1052 บุคคลผู้เข้าเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนย่อมต้องรับผิดในหนี้ใด ๆ ?ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ตนเข้ามาเป็นหุ้นส่วนด้วย ดังนั้น จำเลยที่ 2 ?จึงต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 2 จะมาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ด้วย
และผู้ที่เป็นหุ้นส่วนที่ลาออกไปจากห้างหุ้นส่วนที่จะทะเบียนแล้วก็ต้องรับผิดในหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนที่ตนจะลาออกไปด้วย ตาม ม.๑๐๕๑ ม.๑๐๖๘ (มีกำหนดความรับผิด ๒ ปี)
ฎ.๔๖๓/๒๕๓๗  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ได้โอนหุ้นให้แก่จำเลยที่ 3 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2527 และนำไปขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนสำนักทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหา นคร เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2528 กรณีเช่นนี้จึงต้องถือว่า จำเลยที่ 2 ออกจากการเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2528 แม้จำเลยที่ 2 จะต้องรับผิดในหนี้ซึ่งจำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนจำเลยที่ 2 ออกไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1051 แต่โจทก์ไม่ได้แจ้งการประเมินภาษีอากรให้จำเลยที่ 2 ทราบคงแจ้งการประเมินภาษีอากรไปยังจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 หุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1ในขณะนั้น การที่โจทก์ส่งหนังสือเตือนให้จำเลยที่ 2 ชำระเงินภาษีที่ค้างอยู่เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2529 และวันที่ 2 เมษายน 2530หนังสือเตือนดังกล่าวไม่ปรากฏว่าได้ระบุแจ้งผลการประเมินตามรายการอากร สำแดงหรือมีรายการแยกแยะเป็นรายละเอียดภาษีอากรที่จะชำระเอาไว้แต่อย่างใด ถือไม่ได้ว่าเป็นการแจ้งการประเมินภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร แต่เป็นหนังสือทวงถามให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามปกติดังเช่นหนี้ทั่วไป ปรากฏว่าโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2530 อันเป็นเวลาภายหลัง 2 ปี นับแต่จำเลยที่ 2ออกจากการเป็นหุ้นส่วนของจำเลยที่ 1 ไปแล้วจำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดในหนี้ที่จำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1068 ที่บัญญัติว่าความรับผิดของผู้เป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนจดทะเบียนอัน เกี่ยวแก่หนี้ซึ่งห้างหุ้นส่วนได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนตนออกจากหุ้นส่วนนั้น ย่อมจำกัดสองปีนับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วน ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธินำหนี้ดังกล่าวมาฟ้องจำเลยให้ล้มละลายได้



คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4411/2531    แจ้งแก้ไขข้อมูล

ส. เคยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บ.จำเลยที่ 1 และออกจากการเป็นหุ้นส่วนเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2526ความรับผิดของ ส. อันเกี่ยวแก่หนี้ซึ่งห้างจำเลยที่ 1 ได้ก่อให้เกิดขึ้นก่อนที่ ส. ออกจากหุ้นส่วนนั้น ย่อมมีจำกัดเพียงสองปีนับแต่เมื่อออกจากหุ้นส่วน คือวันที่ 27 เมษายน 2528ซึ่งตรงกับวันเสาร์และในวันรุ่งขึ้น 28 ก็ตรงกับวันอาทิตย์อันเป็นวันหยุดราชการตามประเพณี เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องในวันจันทร์ที่29 เมษายน 2528 จึงถือได้ว่า ยังอยู่ภายในระยะเวลาสองปีอันเป็นเงื่อนเวลาตามกฎหมายที่ ส. ยังมีความผูกพันเกี่ยวกับหนี้สินของห้างจำเลยที่ 1 ที่ ส. จะต้องรับผิด

ห้างหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดสอดเข้าไปจัดการงานของห้างหุ้นส่วน ความรับผิดระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเป็นไปตามสัญญาห้างหุ้นส่วน ตามส่วนหุ้นและความรับผิดของตนเท่านั้น โดยไม่เอาเรื่องความรับผิดต่อบุคคลภายนอกมาบังคับระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเองแต่อย่างใด ตาม ม.๑๐๘๘
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5844/2537    แจ้งแก้ไขข้อมูล

โจทก์ฟ้องคดีโดยยกข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาสองข้อคือข้อแรก โจทก์จำเลยได้ตกลงกันประกอบกิจการและจดทะเบียนเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดโดย โจทก์เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิดและเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ข้อที่สองจำเลยซึ่งเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้สอดเข้าไปเกี่ยวข้อง จัดการงานของห้างหุ้นส่วนขอให้บังคับให้จำเลยร่วมรับผิดต่อเจ้าหนี้ของห้าง หุ้นส่วนโดยไม่จำกัดจำนวน จำเลยให้การรับว่าเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดแต่ปฏิเสธว่าไม่เคยสอด เข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาท ว่า หนี้ของห้างหุ้นส่วนตามฟ้องผูกพันจำเลยหรือไม่เพียงใด ซึ่งศาลล่างทั้งสองเห็นว่า แม้จำเลยจะสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงานของห้างหุ้นส่วนจำเลยก็ไม่ต้องรับ ผิดอย่างไม่จำกัดจำนวน เพราะกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1088 วรรคหนึ่ง เป็นกรณีที่ผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอก แต่คดีนี้ไม่ใช่กรณีบุคคลภายนอกเรียกร้องให้จำเลยรับผิด เป็นเรื่องระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง จึงต้องบังคับตามสัญญาหุ้นส่วนซึ่งเป็นข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของ โจทก์ข้อแรก ฉะนั้น การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยดังกล่าว จึงไม่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้อง กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1088 วรรคหนึ่งซึ่งบัญญัติว่า ถ้าผู้เป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดผู้ใดสอดเข้าไปเกี่ยวข้องจัดการงาน ของห้างหุ้นส่วน ท่านว่าผู้นั้นจะต้องรับผิดร่วมกันในบรรดาหนี้ทั้งหลายของห้างหุ้นส่วนนั้น โดยไม่จำกัดจำนวนนั้น เป็นบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกเนื่องจากบุคคลภายนอกอาจไม่ทราบว่า ผู้ใดเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการหรือผู้ใดเป็นหุ้นส่วนจำพวกใด ส่วนระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเองผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าผู้ใด เป็นหุ้นส่วนจำพวกใดและมีหน้าที่อย่างใด หากยินยอมให้มีการกระทำผิดหน้าที่ ผู้ที่ให้ความยินยอมไม่มีสิทธิจะอ้างกฎหมายมาตราดังกล่าวขึ้นบังคับผู้เป็น หุ้นส่วนด้วยกันอย่างบุคคลภายนอกได้ กรณีของผู้เป็นหุ้นส่วนด้วยกันต้องบังคับตามสัญญาห้างหุ้นส่วน
บันทึกการเข้า

สายด่วน 084-6764477 จ-ส. 9.00-18.00 น.เท่านั้น
ถ้าให้ดำเนินการทางคดี จะมีค่าใช้จ่ายตามปกติ
หน้า: 1 [2] |   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.136 วินาที กับ 20 คำสั่ง