ปรึกษาฟรี 084-6764477 ปรึกษากฎหมายฟรี คุยกับทนายความฟรี สายตรงทนายความ ปรึกษาทนายฟรี ปรึกษาคดีความ ปรึกษาคดีฟรี ทนายอาสา ว่าความ สายด่วนทนายความ ทนายความใจดี ทนายชาวบ้าน ทนายคนจน ทนายศาล ทนายคลายทุกข์ ทนายขอแรง ทนายความสมุทรปราการ ทนายมืออาชีพ ทนายศาล ทนายจิตอาสา บริการทำบัญชี ตรวจสอบบัญชี ปรึกษาภาษี วางระบบบัญชี
ธันวาคม 14, 2017, 01:49:48 am *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
ข่าว: ปรึกษาทนายฟรี 084-676-4477 ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย ทนายอาสา ทนายขอแรง ทนายคลายทุกข์ ทนายชาวบ้าน ทนายใจดี ทนายคนจน ปรึกษาคดีความฟรี คุยกับทนายความใจดี ทนายศาล ทนายมืออาชีพ หาทนายฟรี ทนายตั้งใจทำงาน สายด่วนทนาย สายตรงทนาย ทนายคุณธรรม ทนายเก่งๆ ทนายจิตอาสา ปรึกษาคดีความ
 
   หน้าแรก   ช่วยเหลือ เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก  
หน้า: [1] 2 |   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: ** ฎีกาน่าสนใจอย่างมาก จะรวมอยู่ในนี้ **  (อ่าน 3473 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
ทนายคลายทุกข์
ยินดีต้อนรับ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,917


ทนายอาสา ทนายฟรี


เว็บไซต์
« เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2014, 08:28:22 am »

ฎีกาที่ 3782/2556

ป.พ.พ. ม. 940, 982, 985, 1601

ถ. ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ของจำเลยที่ 1 และเป็นผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1 ออกให้แก่โจทก์ไว้ต่อโจทก์ด้วย แม้หนี้งวดแรกตามบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระให้แก่โจทก์ในวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 ยังไม่ถึงกำหนดชำระก็ตาม ถ. ก็มีความความผูกพันในฐานะผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินที่จะต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ผิดนัด และถึงแม้จำเลยที่ 1 จะผิดนัดหลังจาก ถ. ถึงแก่กรรมแล้ว การรับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินก็ยังไม่ระงับสิ้นไปเพราะเหตุผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินถึงแก่กรรม ความรับผิดในฐานะผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินย่อมเป็นมรดกตกทอดแก่ทายาทโดยธรรมของ ถ. ดังนั้น จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะทายาทโดยธรรมของ ถ. จึงต้องร่วมกันรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ แต่ทั้งนี้จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่จำเลยที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ได้รับจากกองมรดกของ ถ. ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1601
บันทึกการเข้า

สายด่วน 084-6764477 จ-ส. 9.00-18.00 น.เท่านั้น
ถ้าให้ดำเนินการทางคดี จะมีค่าใช้จ่ายตามปกติ
ทนายคลายทุกข์
ยินดีต้อนรับ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,917


ทนายอาสา ทนายฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2014, 08:30:11 am »

ฎีกาที่น่าสนใจ 2217/2556

ป.อ. มาตรา 289(4)

จำเลยมีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ตายและโจทก์ร่วมมาก่อนเกิดเหตุ เนื่องจากพวกของจำเลยตบหน้าผู้ตาย เมื่อจำเลยขับรถจักรยานยนต์กลับบ้าน ผู้ตายและโจทก์ร่วมขับรถจักรยานยนต์วนไปมาโดยถือเหล็กแป๊บมาด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวย่อมทำให้จำเลยเชื่อว่าผู้ตายและโจทก์ร่วมจะตามมาเอาเรื่องจำเลย เมื่อจำเลยกลับถึงบ้านจึงบอกบิดาจำเลยแล้วนำอาวุธปืนออกมา การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำเลยและบิดาจำเลยเกิดความโกรธที่ผู้ตายและโจทก์ร่วมตามมาเอาเรื่องจำเลยโดยมีอาวุธมาเพื่อใช้ทำร้ายจำเลย จำเลยและบิดาจำเลยจึงได้ตอบโต้โดยตระเตรียมอาวุธปืนเพื่อมายิงต่อสู้กับผู้ตายและโจทก์ร่วม และเมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ผ่านมา จำเลยและบิดาจำเลยได้ขับรถจักรยานยนต์ตามไปประมาณ 200 เมตร จึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและโจทก์ร่วมที่ด้านหลัง โดยที่ผู้ตายและโจทก์ร่วมมิได้ต่อสู้ด้วย กรณีที่เกิดขึ้นจำเลยและบิดาจำเลยมีโอกาสคิดไตร่ตรองทบทวนแล้วจึงตกลงใจกระทำความผิด หาใช่เป็นการกระทำในลักษณะปัจจุบันทันด่วนไม่ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน
บันทึกการเข้า

สายด่วน 084-6764477 จ-ส. 9.00-18.00 น.เท่านั้น
ถ้าให้ดำเนินการทางคดี จะมีค่าใช้จ่ายตามปกติ
ทนายคลายทุกข์
ยินดีต้อนรับ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,917


ทนายอาสา ทนายฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2014, 08:30:49 am »

ฎีกาที่น่าสนใจ 5970/2555

มาตรา 341, 344

ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง บัญญัติ การหักกลบลบหนี้ไว้ว่า ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยการหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น บทบัญญัติดังกล่าวมิได้กำหนดไว้เป็นเงื่อนไขในข้อใดเลยว่าการหักกลบลบหนี้จะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่งเสียก่อน เมื่อหนี้ทั้งสองฝ่ายต่างมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันคือ เป็นหนี้เงินและต่างถึงกำหนดที่จะชำระแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้โดยไม่ต้องให้โจทก์ให้ความยินยอม ที่โจทก์อ้างว่า หนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชีของโจทก์ยังเป็นหนี้ที่มีข้อต่อสู้อยู่นั้น หนี้ที่มีข้อต่อสู้อยู่อันไม่อาจนำมาหักกลบลบหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 นั้น หมายถึง หนี้ที่ฝ่ายหนึ่งอ้างแล้วอีกฝ่ายมีข้อโต้แย้งไม่ยอมรับในข้อสาระสำคัญ ซึ่งมีผลต่อความรับผิดในหนี้ดังกล่าวหรือจำนวนหนี้ที่จะต้องรับผิด แต่จากคำให้การของโจทก์ในคดีของศาลแพ่ง ซึ่งจำเลยที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์และ ส. ชำระหนี้เงินกู้เบิกเงินเกินบัญชี 71,243,224.63 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14.5 ต่อปี ของต้นเงิน 62,788,981.59 บาท โจทก์ให้การรับว่า โจทก์เป็นหนี้จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 20,230,760.80 บาท โดยโต้แย้งเพียงการคิดดอกเบี้ยนับแต่วันดังกล่าวแสดงว่า ในยอดหนี้ที่จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ 670,805.64 บาท เป็นหนี้ส่วนที่โจทก์ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ แล้ว จำเลยที่ 1 จึงใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ตามจำนวนนั้นได้ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กรกฎาคม 07, 2014, 08:34:21 am โดย ทนายคลายทุกข์ » บันทึกการเข้า

สายด่วน 084-6764477 จ-ส. 9.00-18.00 น.เท่านั้น
ถ้าให้ดำเนินการทางคดี จะมีค่าใช้จ่ายตามปกติ
ทนายคลายทุกข์
ยินดีต้อนรับ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,917


ทนายอาสา ทนายฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2014, 08:31:23 am »

ฎีกาที่น่าสนใจ 3583/2555

จำเลยชกต่อยผู้ตายและใช้มีดปอกผลไม้แทงทำร้ายผู้ตาย แม้จำเลยอ้างว่าไม่ได้มีเจตนาฆ่าก็ตาม แต่จำเลยใช้มีดแทงผู้ตายหลายแห่ง โดยเฉพาะบาดแผลที่หน้าอกขวาซึ่งเป็นที่ตั้งของอวัยวะสำคัญ มีขนาดบาดแผล 3.5 × 18 เซนติเมตร แสดงว่าเป็นการถูกแทงโดยแรงซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่าบาดแผลนั้นอาจทำให้ผู้ตายถึงแก่ความตายได้ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้ตายโดยเจตนา หาใช่ไม่มีเจตนาฆ่าผู้ตายไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 แต่โจทก์มิได้ฎีกา ศาลฎีกาจึงปรับบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้อง แต่ไม่เพิ่มเติมโทษของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225
บันทึกการเข้า

สายด่วน 084-6764477 จ-ส. 9.00-18.00 น.เท่านั้น
ถ้าให้ดำเนินการทางคดี จะมีค่าใช้จ่ายตามปกติ
ทนายคลายทุกข์
ยินดีต้อนรับ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,917


ทนายอาสา ทนายฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: กรกฎาคม 07, 2014, 08:32:23 am »

ฎีกาที่น่าสนใจ 8974/2554

ป.พ.พ. มาตรา 1713 วรรคสอง เป็นบทบัญญัติที่ชี้แนวทางให้ศาลปฏิบัติในการแต่งตั้งผู้จัดการมรดก หาใช่บทบังคับให้ศาลจำต้องตั้งผู้จัดการมรดกตามที่ระบุในพินัยกรรมไม่ การที่ศาลจะตั้งผู้ใดนั้นย่อมแล้วแต่จะเห็นสมควรโดยคำนึงถึงความเหมาะสมหรือพฤติการณ์เพื่อประโยชน์แก่กองมรดก เมื่อผู้ร้อง ผู้คัดค้าน และทายาทอื่นต่างไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย และผู้ร้องกับผู้คัดค้านยังมีข้อโต้แย้งกันเกี่ยวกับทรัพย์มรดก การแต่งตั้งให้ผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับผู้ร้องย่อมเป็นประโยชน์แก่บรรดาทายาทที่จะได้มีโอกาสรับรู้ถึงการจัดการทรัพย์มรดกซึ่งอยู่ในประเทศไทย ทั้งมิได้เป็นการฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของเจ้ามรดกเพราะผู้ร้องยังคงเป็นผู้จัดการมรดกอยู่
บันทึกการเข้า

สายด่วน 084-6764477 จ-ส. 9.00-18.00 น.เท่านั้น
ถ้าให้ดำเนินการทางคดี จะมีค่าใช้จ่ายตามปกติ
ทนายคลายทุกข์
ยินดีต้อนรับ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,917


ทนายอาสา ทนายฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2014, 04:32:47 pm »

ฎีกาที่ 11196/2555

การพรากเป็นคนละอย่างกับการพูดชักชวนและการพรากมีความหมายคนละอย่างกับการพูดและไม่ใช่การพูด หากจำเลยพูดแต่ไม่ได้พรากหรือพาผู้เสียหายไปจำเลยย่อมไม่ผิดฐานพรากผู้เยาว์ เพราะการพรากผู้เยาว์จะต้องมีการกระทำที่ยิ่งกว่าการพูดชักชวน เนื่องจากการพูดชักชวน เด็กหรือผู้เยาว์ตัดสินใจไม่ไปตามที่พูดชักชวนได้ จนกว่าจะมีการพาเด็กหรือผู้เยาว์ไปตามทิศทางที่พูดชักชวนไว้ จึงจะมีความผิดฐานพรากผู้เยาว์ได้ สอดคล้องกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานที่ให้คำนิยามคำว่า พราก หมายถึงต้องมีการกระทำที่พาไป ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 1 ยอมออกจากบ้านมาหาจำเลย การกระทำของจำเลยเป็นการพรากผู้เยาว์แล้ว ข้อเท็จจริงได้ความเพียงจำเลยพูดชักชวนผู้เสียหายที่ 1 จนผู้เสียหายที่ 1 ใจอ่อนยอมมาหาจำเลยเองโดยจำเลยไม่ได้ไปรับหรือพาผู้เสียหายที่ 1 ออกมาจากบ้าน การกระทำของจำเลยจึงยังไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ แต่เป็นความผิดฐานกระทำชำเราเด็กฯ ตาม ป.อ.มาตรา 277 จำคุก 7 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 3 ปี 6 เดือน
บันทึกการเข้า

สายด่วน 084-6764477 จ-ส. 9.00-18.00 น.เท่านั้น
ถ้าให้ดำเนินการทางคดี จะมีค่าใช้จ่ายตามปกติ
ทนายคลายทุกข์
ยินดีต้อนรับ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,917


ทนายอาสา ทนายฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2014, 04:35:27 pm »

ถ้าสาเหตุของการทำสัญญากู้เกิดเพราะถูกตบหน้าหนึ่งทีและกล่าวว่าเป็นหนี้ให้นำเงินมาใช้ พฤติการณ์เช่นนี้เป็นการข่มขู่อันทำให้สัญญากู้เป็นโมฆียะหรือไม่

ศึกษาวิเคราะห์จากฎีกาที่ 4411/2555
ป.พ.พ. มาตรา 164 โมฆียะ
เดิมจำเลยที่ 2 กู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้งจนมีการทำสัญญากู้กัน ต่อมาโจทก์กับจำเลยที่ 2 คิดยอดหนี้ค้างชำระแล้วจำเลยที่ 1 ทำหนังสือสัญญากู้เงินแทนโดยจำเลยที่ 2 ทำหนังสือสัญญาค้ำประกันเงินกู้ดังกล่าวแก่โจทก์ ถือได้ว่าเป็นการตกลงแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้จากจำเลยที่ 2 มาเป็นจำเลยที่ 1
แม้โจทก์เคยนำสัญญากู้เงินฉบับเดิมฟ้องจำเลยที่ 2 แต่โจทก์ถอนฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว เมื่อจำเลยทั้งสองตกลงแปลงหนี้ใหม่เท่ากับจำเลยที่ 1 ซึ่งมิได้เป็นผู้กู้เดิมเข้ามาเป็นผู้กู้แทนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้กู้เดิม จึงถือว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้กู้เงินและได้รับเงินไปตามหนังสือสัญญากู้เงินนั้นแล้ว หนี้ใหม่จึงสมบูรณ์ จำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ (จำเลยที่ 1 รับผิดตามสัญญากู้ จำเลยที่ 2 รับผิดตามสัญญาค้ำประกัน)
แม้จำเลยที่ 1 จะไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนให้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่า ก่อนแจ้งมีชายไทยสองคนมาที่ทำงานของจำเลยที่ 1 เรียกจำเลยที่ 1 ออกไปที่จอดรถและใช้มือตบหน้าจำเลยที่ 1 หนึ่งทีบอกว่า “เป็นหนี้ให้นำเงินมาใช้ด้วย” จำเลยที่ 1 เชื่อว่าสาเหตุมาจากการกู้เงินของจำเลยที่ 2 และเกรงว่าจะได้รับอันตราย แต่จำเลยที่ 1 ก็ตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้เขียนหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว ขณะเขียนจำเลยที่ 1 รู้ถึงผลที่ต้องผูกพันตามสัญญาดังกล่าวและไม่มีผู้ใดมาข่มขู่ จึงบ่งชี้ชัดว่าภัยจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ร้ายแรง ถึงขนาดที่จะจูงใจให้จำเลยที่ 1 ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัวให้ทำหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าว จึงไม่มีผลทำให้หนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวตกเป็นโมฆียะตาม ป.พ.พ. มาตรา 164 วรรคสอง

หมายเหตุ

1. ประเด็นเรื่องการข่มขู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 164 นั้นมีหลักเกณฑ์ดังนี้

1.1 การข่มขู่ที่จะทำให้การใดตกเป็นโมฆียะนั้น จะต้องเป็นการข่มขู่จะให้เกิดภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดที่จะจูงใจให้ผู้ถูกข่มขู่มีมูลต้องกลัวซึ่งถ้ามิได้มีการข่มขู่เช่นนั้นการนั้นก็คงมิได้กระทำขึ้น

1.2 การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่ผลของนิติกรรมหรือสัญญาจะเป็นโมฆียะ

1.3 การข่มขู่ที่กระทำโดยบุคคลภายนอก ทำให้การแสดงเจตนาเป็นโมฆียะ

1.4 การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่

1.5 การใดที่กระทำไปเพราะนับถือยำเกรงก็ไม่ถือว่าการนั้นได้กระทำเพราะถูกข่มขู่
บันทึกการเข้า

สายด่วน 084-6764477 จ-ส. 9.00-18.00 น.เท่านั้น
ถ้าให้ดำเนินการทางคดี จะมีค่าใช้จ่ายตามปกติ
ทนายคลายทุกข์
ยินดีต้อนรับ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,917


ทนายอาสา ทนายฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2014, 04:36:25 pm »

คำพิพากษาฎีกาที่ 5740/2550
ป.พ.พ. มาตรา 165 วรรคหนึ่ง
ป.วิ.พ. มาตรา 84 (เดิม), 249
ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์มอบอำนาจให้ ช. เป็นผู้ดำเนินคดีแทน เท่ากับวินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 ไม่อุทธรณ์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ข้อเท็จจริงจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 จะฎีกาโต้แย้งว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องโดยอ้างเหตุใหม่ว่าสัญญากู้ตามที่ระบุในหนังสือมอบอำนาจไม่ตรงกับสัญญากู้ที่โจทก์นำสืบโดยไม่ได้ให้การในข้อนี้ไว้หาได้ไม่ เนื่องจากเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาโดยชอบในชั้นอุทธรณ์และไม่ใช่ข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ขณะทำสัญญากู้จำเลยที่ 1 ถูกจับกุมในข้อหากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯ และถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจ ตามที่ ส. ร้องทุกข์ไว้ต่อพนักงานสอบสวนแล้ว ย่อมเป็นการควบคุมตัวของเจ้าพนักงานโดยชอบด้วยกฎหมาย การที่ทนายโจทก์กับ ส. แจ้งแก่จำเลยที่ 1 ว่า หากไม่ทำสัญญากู้กับโจทก์ก็จะดำเนินคดีอาญาในข้อหาออกเช็คโดยเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็คต่อไปนั้น เป็นการขู่ว่าจะดำเนินคดีตามกฎหมายแก่จำเลยที่ 1 อันเป็นสิทธิที่ ส. ผู้ทรงเช็คสามารถกระทำได้ ทั้งหากจำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดก็มีสิทธิที่จะต่อสู้คดีไม่จำต้องกลัว และยังได้ความจากข้อนำสืบของโจทก์ว่าจำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้เงินโจทก์เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ให้แก่ ส. ตามเช็ค จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ถูกข่มขู่ให้ทำสัญญากู้ อันจะทำให้สัญญากู้เป็นโมฆียะ
โจทก์เป็นฝ่ายกล่าวอ้างว่า โจทก์ได้ชำระเงินตามสัญญากู้ให้แก่ ส. แทนจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ แต่โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าโจทก์ได้ชำระ เงินตามสัญญากู้ให้แก่ ส. เป็นการชำระหนี้แทนจำเลยที่ 1 ถือไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้รับเงินตามสัญญากู้แล้ว สัญญากู้ดังกล่าวจึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดต่อโจทก์
บันทึกการเข้า

สายด่วน 084-6764477 จ-ส. 9.00-18.00 น.เท่านั้น
ถ้าให้ดำเนินการทางคดี จะมีค่าใช้จ่ายตามปกติ
ทนายคลายทุกข์
ยินดีต้อนรับ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,917


ทนายอาสา ทนายฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2014, 04:36:46 pm »

คำพิพากษาฎีกาที่ 5426/2553
ป.พ.พ. มาตรา 165, 350
บุตรจำเลยเช่ารถยนต์รวม 3 คัน ซึ่งเป็นของโจทก์ ส. และ น. บุตรจำเลยกลับนำรถยนต์ไปจำนำผู้มีชื่อแล้วไม่สามารถนำรถยนต์มาคืนเพราะไม่มีเงินค่าไถ่รถที่จำนำไว้ โจทก์แจ้งความเพื่อนดำเนินคดีแก่บุตรจำเลย ก. บุตรเขยแจ้งแก่จำเลยว่า ว. ได้นำรถของโจทก์ไปจำนำไว้และได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ไว้แล้ว ขอให้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ไว้ ต่อมาจำเลยทำหนังสือสัญญากู้เงินพิพาทเกี่ยวกับการที่จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน เนื่องจากจำเลยเป็นมารดาของ ว. ซึ่งเช่ารถยนต์ของโจทก์กับพวกไปและนำรถไปจำนำแล้วไม่มีเงินค่าไถ่รถยนต์คืน โจทก์จึงไปแจ้งความกล่าวหาบุตรสาวจำเลยและได้เจรจากัน ต่อมาจำเลยจึงได้ทำหนังสือสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ การที่โจทก์ให้จำเลยทำสัญญากู้ยืมเงิน หากไม่ทำก็จะดำเนินคดีอาญาแก่บุตรของจำเลย จึงเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยสุจริต อันถือได้ว่าเป็นการขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 165 สัญญากู้ยืมเงินจึงมีผลใช้บังคับได้ และการที่จำเลยซึ่งมิได้เป็นลูกหนี้โจทก์มาทำสัญญากู้เนื่องจากบุตรจำเลยมีหนี้กับโจทก์เป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 350 ก็มิได้บัญญัติให้ต้องทำเป็นหนังสือแต่อย่างใด เมื่อไม่ปรากฏว่าได้ทำขึ้นโดยขืนใจลูกหนี้เดิมแล้ว สัญญาแปลงหนี้ใหม่จึงใช้บังคับได้ จำเลยต้องรับผิดตามสัญญากู้พิพาท
บันทึกการเข้า

สายด่วน 084-6764477 จ-ส. 9.00-18.00 น.เท่านั้น
ถ้าให้ดำเนินการทางคดี จะมีค่าใช้จ่ายตามปกติ
ทนายคลายทุกข์
ยินดีต้อนรับ
Administrator
สมาชิกว่างงาน
*****
ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 3,917


ทนายอาสา ทนายฟรี


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: กรกฎาคม 16, 2014, 04:37:22 pm »

คำพิพากษาฎีกาที่ 6281/2550
ป.พ.พ. มาตรา 165, 1164
ป.วิ.พ. มาตรา 87, 88, 249
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1164 กรรมการจะมอบอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใดของตนให้แก่ผู้จัดการ หรือให้แก่อนุกรรมการซึ่งตั้งขึ้นจากผู้ที่เป็นกรรมการด้วยกันก็ได้ โดยผู้รับมอบอำนาจต้องทำตามคำสั่งหรือข้อบังคับซึ่งกรรมการทั้งหลายได้กำหนดให้เป็นการแบ่งหน้าที่ในการปฏิบัติงานที่อยู่ในอำนาจของกรรมการให้แก่ผู้จัดการหรืออนุกรรมการไปจัดการแทนในฐานะผู้แทนนิติบุคคลเป็นการภายในอย่างหนึ่งเท่านั้น ส่วนการที่นิติบุคคลจะฟ้องคดีย่อมเป็นอำนาจของนิติบุคคลนั้นเองที่จะกระทำโดยกรรมการซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคล หากไม่ทำการฟ้องคดีเอง ก็ย่อมมีอำนาจตั้งตัวแทนให้จัดการฟ้องคดีแทนนิติบุคคลได้ ในกรณีเช่นนี้ความเกี่ยวพันระหว่างนิติบุคคล กรรมการและผู้ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าว ต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. ว่าด้วยลักษณะตัวแทน ซึ่งไม่มีบทบัญญัติใดบังคับให้นิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จะต้องแต่งตั้งตัวแทนจากบุคคลที่เป็นผู้จัดการหรืออนุกรรมการของบริษัทเท่านั้น ตัวการจึงมีอำนาจที่จะแต่งตั้งบุคคลใดก็ได้ให้เป็นตัวแทนดำเนินการฟ้องคดีแทนตน
จำเลยทำสัญญากู้และสัญญาจำนำกับธนาคารโจทก์เนื่องมาจากจำเลยบริหารงานในบริษัท ส. ผิดพลาดและขาดทุนจนต้องขอร้องให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทดังกล่าวเข้ามาดำเนินการแก้ไข โดยมีข้อตกลงให้จำเลยนำเงินส่วนตัวมาชำระหนี้ให้แก่บริษัทที่จำเลยบริหารงานผิดพลาด ดังนี้ แม้จะมีการบีบบังคับหรือข่มขู่จากโจทก์ว่าจะดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยหรือจะปิดบริษัท หากจำเลยไม่ยอมทำสัญญากู้เงินและสัญญาจำนำกับโจทก์ก็เป็นเพียงการขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยมตาม ป.พ.พ. มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ไม่ถือว่าเป็นการข่มขู่ตามกฎหมายที่จะทำให้สัญญากู้เงินและสัญญาจำนำระหว่างโจทก์กับจำเลยตกเป็นโมฆียะ
การที่จำเลยยินยอมให้ธนาคารโจทก์นำเงินที่จำเลยกู้ยืมจากโจทก์ไปชำระหนี้ของจำเลยให้แก่บริษัท ส. เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของจำเลยเอง ซึ่งจำเลยก็ยอมรับโดยได้ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญากู้เงินให้แก่โจทก์หลังจากทำสัญญากู้เงินจึงต้องถือว่าจำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมจากโจทก์ โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานการรับเงินของจำเลยมาแสดงอีกเพราะจำเลยให้การรับแล้วว่าโจทก์นำเงินกู้ดังกล่าวไปชำระหนี้ของจำเลยให้แก่บริษัท ส. จำเลยไม่อาจกล่าวอ้างหรือนำสืบหรือฎีกาได้อีกว่า โจทก์ไม่ได้นำเงินที่จำเลยกู้ยืมไปชำระให้แก่บริษัทดังกล่าว เพราะเป็นการแตกต่างไปจากข้อเท็จจริงที่จำเลยให้การต่อสู้คดีไว้ ข้อกล่าวอ้างและฎีกาดังกล่าวจึงเป็นเรื่องนอกคำให้การ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
การที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีโดยถือว่าจำเลยได้รับเงินที่กู้ยืมไปจากโจทก์ตามที่จำเลยยอมรับ โดยโจทก์ไม่จำต้องมีหลักฐานการรับเงินของจำเลยมาแสดงอีก เป็นการวินิจฉัยคดีโดยมิได้นำเอกสารที่โจทก์ยื่นบัญชีพยานเพิ่มเติมมารับฟังด้วย แม้การยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมของโจทก์จะเป็นการขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 87 และ 88 หรือไม่ก็ไม่ทำให้การวินิจฉัยคดีของศาลฎีกาดังกล่าวข้างต้นเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาข้อกฎหมายในเรื่องนี้ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามมาตรา 249 วรรคหนึ่ง
บันทึกการเข้า

สายด่วน 084-6764477 จ-ส. 9.00-18.00 น.เท่านั้น
ถ้าให้ดำเนินการทางคดี จะมีค่าใช้จ่ายตามปกติ
หน้า: [1] 2 |   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.4 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.081 วินาที กับ 19 คำสั่ง